พอเริ่มอายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพต่างๆ ก็ตามมาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครใช้ร่างกายอย่างทะนุถนอม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ดี ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่หากใครละเลยแถมยังมีปัจจัยเสี่ยงเป็นของแถมคงต้องหาทางแก้ไขตั้งแต่วันนี้ เพราะบางทีอาจจะยังไม่สายจนเกินไป
เราๆ ท่านๆ คงทราบดีแล้วว่า ปัญหา "มะเร็ง" นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่านวัตกรรมการรักษาจะดีเพียงใด แต่หากเราไม่ดูแลร่างกาย ไม่ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ก็ไม่มีใครสามารถมาการันตีว่าถึงเวลานั้นคุณจะหายขาดได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะแย่ป้องกันดีกว่า
ที่ผ่านมา มะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับหนึ่ง จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ภายในปี 2542-2554 นั้นมีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ไปแล้ว 61,082 คน โดยพบว่า คนไทยนั้นเป็นโรคมะเร็งประมาณ 150 คน ต่อประชากร 1 แสนคน
ขณะที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี 2563 หรือประมาณ 7 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบ 1.5 แสนราย และปี 2573 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 1.7 แสนราย
นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ของจริงที่จะเกิดในอนาคตเชื่อว่าต้องมากกว่านี้แน่ๆ ลองไปดูว่า มะเร็งที่ต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษในช่วงที่เราอายุมากขึ้นนั้นมีอะไรกันบ้าง
1) มะเร็งตับ ปัจจุบันพบว่า มะเร็งชนิดนี้ พบมากอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ไวรัสตับอักเสบ ร้อยละ 75 - 80 โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและซี มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนที่ไม่มีพาหะ 100-400 เท่า รู้แบบนี้ ต้องเลี่ยงสารก่อมะเร็งที่มีพิษต่อตับนั่นคือ สารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิด พบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง เป็นต้น รวมทั้งตรวจว่าเรามีไวรัสตับอักเสบหรือไม่เพื่อจะได้รู้และป้องกันอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ หากเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดลง มีอาการปวดชายโครงด้านขวาต้องไปพบแพทย์
2) มะเร็งปอด พบในเพศชายและเพศหญิงเกือบเท่ากัน แต่เพศชายจะพบมากกว่า ต้องขอเตือนไว้ว่า มะเร็ง ชนิดนี้ตรวจพบในระยะแรกได้ยาก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือสิงห์อมควัน สารพิษจากแอสเบสตอส (แร่ใยหิน) ซึ่งยังใช้อยู่ในอุตสาหกรรมหลายชนิด Wi
Ip
Ke
Ni
Fo
Ch
Sa
L
Pa
Mi
Ve
Pa
Cu
Cu
Am
Am
To
La
Ni
Ji
Am
Br
Pa
Fi
Ma
Oa
Ta
Vi
Vi
Am
Oa
Ch
T
Ni
Ip
Us
Ja
Sh
Ba
Mi
Ip
Tr
Tu
Tu
Br
Tr
La
Al
Sh
Mz
Bo
Mo
Mo
Sk
Al
J
An
Ax
Jo
Ra
Bo
Fr
Vi
Me
Fr
Bo
Tu
Ko
L
Vi
Co
We
Ma
G
Er
Ro
Mi
Fo
Tr
Wo
Re
Me
Ni
Pa
Ge
L
Mo
Fo
L
L
En
Or
Pr
St
Po
Mi
Ol
Bo
Da
Da
Da
Da ซึ่งสารชนิดนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นมะเร็งในระยะเวลาชั่วข้ามคืนแต่จะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด จากสถิติที่สำคัญคนที่สูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่ใยหิน (เช่น ฝ้าเพดาน กระเบื้องมุงหลังคาที่ยังมีแร่ใยหิน ผ้าเบรก คลัตช์ เหมืองแร่ ฯลฯ) จะเสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติ 90 เท่า หากไอ เสมหะมีเลือด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อย่านิ่งนอนใจ
3) มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่พบมากที่สุดในหญิงไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่มีเพศสัมพันธ์กับชายหลายคน มีกิ๊ก มีคู่นอนหลายคน รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ในตอนที่อายุน้อย ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เสี่ยงต่อเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เชื้อ HPV นี้ ยังสามารถเกิดกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน แนวทางสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ อย่าอาย เพราะเมื่อไม่ไปตรวจถ้าเป็นอาจสายเกินแก้
4) มะเร็งเต้านม แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 80-90% หากตรวจพบและทำการรักษาในระยะเริ่มแรก แต่เราก็ยังเห็นผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมากขึ้น เหตุนี้ จึงขอเน้นย้ำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ไปตรวจเต้านม ด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง ป้องกันด้วยการเลี่ยงทานอาหารที่มีไขมันสูง การตรวจเต้านม ด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้งเป็นประจำหลังหมดประจำเดือน ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกายมีภูมิป้องกันมะเร็งทุกชนิด รวมทั้ง ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ถึง 37%
5) มะเร็งลำไส้และทวารหนัก จากอาหารที่ห่างไกลธรรมชาติ วิถีการกินในรูปแบบที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบันโดยเฉพาะไขมันสูง ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้และทวารหนักมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจ คัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จึงมีความจำเป็นโดย ควรเริ่มตั้งแต่อายุ 50 - 75 ปี นอกจากนี้ ผู้ที่บิดา-มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกันมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะขณะที่มีอายุน้อย ผู้ที่มีประวัติมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อาจต้องเริ่มตรวจ คัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 50 ปี วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เชื่อถือได้และวงการแพทย์แนะนำ คือ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood testing) และการส่องกล้องทางทวารหนักและลำไส้ใหญ่ (sigmoidoscopy หรือ colonoscopy)
การหมั่นสังเกตตัวเอง การตรวจคัดกรองก่อนการเกิดโรค รวมทั้งการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เราหายขาดและไม่เสียชีวิตจากโรคนี้ ป้องกัน ดีกว่ารักษาแน่ๆ
เตรียมน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย
ปัญหาเรื่องโรคอ้วนเป็นปัญหาที่พบได้สูงขึ้นในทุกประเทศ โดยรายงานทั่วโลกพบได้เฉลี่ยถึง 1 ใน 5 ของประชากร ซึ่งปัญหาดังกล่าวพบได้ทุกวัย รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่อาจทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาหลังคลอด
เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ส่วนหนึ่งจะมีความเชื่อในการเน้นการบริโภคมากๆ เผื่อลูก เพื่อให้ลูกคลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ ในขณะที่มีการออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางร่างกายลดลง เนื่องจากความกังวลต่อการกระทบกระเทือนลูกในครรภ์ จนเกิดภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน
ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ทั้งชนิดอาหารและสัดส่วนที่พอเหมาะ รวมทั้งการเฝ้าระวังการขึ้นของน้ำหนักตัวในช่วงตั้งครรภ์ จึงเป็นส่วนที่สำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดโรคอ้วนตามมาหลังคลอด
ก่อนที่จะทราบว่าการขึ้นของน้ำหนักตัวที่เหมาะสมในช่วงตั้งครรภ์ ควรเป็นอย่างไร คุณแม่ควรทำความรู้จักกับน้ำหนักตัวที่เหมาะสมก่อน โดยคำนวณจาก ดัชนีมวลกาย ซึ่งหมายถึง
น้ำหนักคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์ หารด้วย (ส่วนสูง คิดเป็นเมตร)2
ดัชนีมวลกาย จะเป็นตัวบ่งบอกภาวะน้ำหนักของคุณแม่ว่าน้อยเกินไป เหมาะสม หรือมีภาวะอ้วน ดังแสดงในตาราง
หลังจากคุณแม่ทราบว่า น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ของตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มใด จึงมาพิจารณาน้ำหนักที่ควรเพิ่มขึ้นในขณะตั้งครรภ์โดยเทียบตามตาราง
หากคุณแม่น้ำหนักขึ้นน้อยหรือมากเกินไปในแต่ละเดือน ควรขอคำแนะนำจากคุณหมอที่ดูแลคุณแม่ เพื่อให้คำแนะนำ ประเมินพฤติกรรมการบริโภค และกิจวัตรประจำวันที่อาจมีผลต่อการเพิ่มของน้ำหนัก รวมทั้งประเมินการเติบโตของทารกในครรภ์ร่วมด้วย
ข้อมูลจากการศึกษาย้อนหลังโดยราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนจาก สสส. ในเรื่องผลของภาวะน้ำหนักขึ้นเกินเกณฑ์มาตรฐานขณะตั้งครรภ์ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีดัชนีมวลกายปกติและสูงกว่าปกติต่อภาวะแทรกซ้อนในมารดาและทารก พบว่า Da
Da
Da
Be
Da
Ju
Al
Me
Zo
Ni
Da
Er
Pa
Is
No
Ti
Co
Cu
Cu
Cu
Da
Li
Da
Zo
Da
Pa
Bp
Ni
Wu
Ju
Da
Mi
Na
Ch
Sa
Ki
Jo
Vi
Co
Fo
Wa
Ic
Li
Do
Br
Sc
Sk
Ko
Ko
Kw
Ap
Ko
Sh
Ni
Sh
Sh
Le
Le
Wi
Co
Ze
Bc
Bc
Bc
Ic
Da
Fr
Do
La
Go
Vo
Be
Sk
Ty
Ma
Me
Fo
Gu
Gu
La
La
La
La
Da
Ra
La
Sk
Ol
Mi
Me
Do
De
Va
Ma
Ma
L
Go
Se ในกลุ่มคุณแม่ที่น้ำหนักขึ้นเกินเกณฑ์มาตรฐานในช่วงตั้งครรภ์ ดังตาราง จะส่งผลทำให้น้ำหนักของทารกแรกคลอดโดยเฉลี่ยสูงกว่า ในกลุ่มคุณแม่ที่น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ นอกจากนี้ยังพบว่า คุณแม่กลุ่มนี้ยังเสี่ยงต่อการใช้เวลาในการคลอดนานขึ้น และมีโอกาสคลอดโดยการผ่าตัดสูงขึ้นด้วย
ดังนั้น คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังวางแผนจะตั้งครรภ์ นอกจากจะเตรียมพร้อมด้านอื่นๆ แล้ว ควรให้ความสนใจในเรื่องของการเตรียมน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์และการขึ้นของน้ำหนักตัวที่เหมาะสมในช่วงตั้งครรภ์ด้วยเพื่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย
kitnanajittung
Tuesday, July 14, 2015
สารพิษตกค้างในอาหาร ถึงเวลาลดนำเข้าสารเคมี?
"วัตถุดิบหรือผลผลิตที่มาจากภาคเกษตรนั้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ พืช ผัก ผลไม้ อาจมีการปนเปื้อนสิ่งเจือปนและสารแปลกปลอม เช่น สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ปกติใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืดในคน แต่มีผู้ลักลอบมาใช้ผสมอาหารให้สุกรเพื่อเพิ่มเนื้อแดงและลดไขมันในเนื้อ"
ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทั้งด้านการแพทย์ สาธารณสุข อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่มีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือสังคมชนบทแทบจะมีวิถีชีวิตไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะอาหารที่นิยมรับประทานล้วนมาจากร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตร และเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะปลอดภัยจากสารเคมีต่างๆ เนื่องจากยังมียอดการนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล...!!
มนตรี บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร สำนักเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีที่เป็นพิษต่างๆ มีมูลค่ามากมายมหาศาลหลายหมื่นล้านบาท โดยสารเคมีที่เป็นพิษได้มีการนำเข้าในปี 2551-2555 เฉลี่ยประมาณ 19,064.6 ล้านบาทต่อปี จำแนกเป็นสารกำจัดวัชพืช (Herbicide) สารกำจัดแมลง (Insecticide) สารป้องกันและกำจัดโรคพืช (Fungicide) และอื่น ๆ ในขณะที่มีการนำเข้าของสารชีวภัณฑ์ที่ปลอดภัยไร้สารพิษมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 22.4 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าปริมาณสารพิษมหาศาลนั้นจะไปสะสมอยู่ที่ไหนถ้าไม่ใช่ร่างกายของเรา
อย่างไรก็ตามวัตถุดิบหรือผลผลิตที่มาจากภาคเกษตรนั้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ พืช ผัก ผลไม้ อาจมีการปนเปื้อนสิ่งเจือปนและสารแปลกปลอม เช่น สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ปกติใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืดในคน แต่มีผู้ลักลอบมาใช้ผสมอาหารให้สุกรเพื่อเพิ่มเนื้อแดงและลดไขมันในเนื้อ เพราะปัจจุบันเกษตรกรต้องการเลี้ยงหมูให้โตเร็ว แต่บรรยากาศหรือสภาพสิ่งแวดล้อมในเล้าหมูมีสิ่งปฏิกูลมากมายทำให้หมูเกิดความเครียด จึงไม่เจริญเติบโต และเมื่อไม่เติบโตเกษตรกรก็ต้องไปซื้อโกรทฮอร์โมน สารเร่งเนื้อแดงที่ต้องการให้หมูโตเร็วในสภาวะความเครียดมากๆ เพื่อให้สมดุลกัน ซึ่งสารเร่งเนื้อแดงจะไปสะสมในเนื้อก่อให้เกิดเม็ดสีที่ผิดปกติ ดังนั้นหมูที่มีเนื้อแดง จัดจ้านไม่ควรรับประทาน จึงควรเลือกรับประทานเนื้อหมูที่เป็นเนื้อสีชมพูอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีธรรมชาติจะปลอดภัยกว่า
ส่วน สารบอแรกซ์ หรือชื่อทางการค้า ทั่วไปเรียกว่า น้ำประสานทอง ผงกรอบ ผงเนื้อนิ่ม สารข้าวตอก และผงกันบูด ซึ่งมีลักษณะไม่มีกลิ่น เป็นผลึกละเอียดหรือผงสีขาวละลายน้ำได้ดี ไม่ละลายในแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ Lo Re St Ar Ph Br Bu Ch Ma Mi Ja Gi Gi Vi Ec Tu Ko Co Jo Sa He Te Ka Ka Er Re Ta Ji L K Li Al Bp Ta Ca Ph Ka Al Ji Gl Do Al Th Ma Ma Tr Ch Ob Ni Ni Ka Ka Fl Ja Do Ki Ta Ta Be Wi Wi Ca An Lo El Ma Ra St Al To Al Th El Bo No Fr Te Al Al To มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมและมีคุณสมบัติทำให้เกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับสารประกอบอินทรีย์โพลีไฮดรอกซี (Organic polyhydroxy compound) เกิดเป็นสารหยุ่น กรอบ และเป็นวัตถุกันเสีย มีการลักลอบนำมาผสมลงในอาหารหลายชนิด เช่น เนื้อหมู ปลาบด ลูกชิ้น และผลไม้ดอง เมื่อนำมาผสมกับเนื้อสัตว์จะทำให้กรอบ นุ่ม อร่อย
สำหรับ ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว เนื้อแดดเดียว มีการนำสารมาทาให้เนื้อเป็นสีแดง ซึ่งเรียกว่า ดินประสิว หรือภาษาโบราณเรียก ดินระเบิด เมื่อนำมาทาเนื้อปลาจะทำให้มีสีแดงน่ารับประทาน แต่เป็นสารที่ก่อมะเร็งกับผู้บริโภคได้ หรือแม้กระทั่งพวกขิง ข่า ตะไคร้ ต้องเป็นสีขาวจึงจะน่ารับประทาน ซึ่งผู้บริโภคควรทราบว่าสีข่าธรรมชาติยังไงก็ไม่ใช่สีขาว หากเป็นสีขาวต้องใช้สารฟอกขาว สารฟอร์มาลิน สารกันรา หรือกรดซาลิซิลิค เป็นสารเคมีตัวหนึ่งที่นำเข้ามาใช้เป็นวัตถุกันเสีย กันรา มีการลักลอบใส่ในน้ำผักผลไม้ดอง และสารฟอกขาวหรือสารโซเดียม ไฮโดรซัลไฟต์ เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการฟอกสีของอาหารและยับยั้งการเจริญเติบโตของยีนส์ รา แบคทีเรีย มักจะถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีสีขาว คุณภาพดี
สุดท้ายคือ ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช คือวัตถุมีพิษนำมาใช้เพื่อป้องกัน กำจัดศัตรูพืช ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้บางชนิด แต่ต้องทิ้งระยะให้สารหมดความเป็นพิษก่อนการเก็บเกี่ยว เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับเอนไซม์ในร่างกาย มีผลให้เกิดการขัดขวางการทำหน้าที่ตามปกติของระบบประสาท ทั้งในคนและสัตว์ ซึ่งสารพิษที่สะสมตกค้างมากับอาหารนั้น ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย ทั้งผลเสียทางตรงต่อผู้ที่นำไปฉีดพ่นในแปลง สวน ไร่ นา คือทำให้ปากเบี้ยว มือหงิก อัมพฤกษ์ อัมพาต เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อีกทั้งภัยต่อผู้บริโภคคือทำให้เกิดโรคมะเร็ง เซลล์ผิดปกติ โรคหัวใจ สารพิษสะสมในเลือดและอื่น ๆ อีกมากมาย ฉะนั้นเวลาเรารับประทานอาหารต่าง ๆ เข้าไปจึงมีสารพิษมากมายที่จะเกิดการสะสมในร่างกาย ซึ่งเราไม่ทราบว่าสารเหล่านี้จะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเจ็บป่วย จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ควรจะหยุดการนำเข้าสารพิษต่าง ๆ
หากเอ่ยถึงต้นทางของสารพิษที่อยู่ในอาหารเหล่านี้นั้นแน่นอนว่าถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยรายการ ได้แก่ สารกำจัดโรคและแมลง เช่น อะบาเม็กติน (Abamectin) คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) สารไกลโฟเสท (Glyphosate) เป็นสารกลุ่มยาฆ่าหญ้า และสารแมนโคเสบ (Mancozeb) เป็นสารในกลุ่มยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้จะสะสมอยู่ในพืช ผัก และผลไม้ เช่น สับปะรด กล้วย เงาะ ส้ม โดยเฉพาะคะน้า มากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือกะหล่ำปลี เพราะเกษตรกรต้องใช้ฉีดกำจัดหนอน ถ้าไม่ฉีดหากหนอนมาจะกินจนหมดได้ภายในคืนเดียว จึงต้องใช้ยาชนิดแรงยิ่งแรงหนอนจะยิ่งดื้อ จึงต้องซื้อยาที่แพงและแรงตลอดเวลามาใช้ เมื่อยายิ่งแรงก็สะสมอยู่มากในพืช ผัก และผลไม้ เป็นส่วนที่ผู้บริโภคต้องระวัง ก่อนรับประทานควรนำมาแช่ในด่างทับทิม หรือน้ำเกลือ หรือล้างน้ำสะอาดผ่านหลาย ๆ รอบ
นอกจากนี้สารในเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นหมูเราทราบกันอยู่แล้วว่ามีสารเร่งเนื้อแดง ถ้าเป็นเนื้อปลาจะต้องฉีดสารฟอร์มาลิน (น้ำยาฉีดศพ) เพราะพ่อค้าแม่ค้าไม่อยากให้ปลามีกลิ่นเหม็นเน่าหรือมีสีที่ซีดจางจึงต้องใช้สารนี้รักษาความสดเอาไว้ หรือแม้กระทั่งเครื่องในสัตว์ต่าง ๆ ด้วย ซึ่งทำให้เราเกิดภูมิแพ้หายใจไม่ออก เพราะร่างกายสร้างแอนตี้ปฏิชีวนะต่อสู้กัน นอกจากปลาแล้วยังมีกุ้ง ปู และผักบางชนิดที่ใช้แล้วสามารถอยู่ได้นานเหมือนซอมบี้
ถึงแม้ว่าการนำเข้าสารเคมีจะถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม แต่หากถามว่ามีสารพิษตกค้างหรือไม่ก็ตอบได้ว่ามีตกค้าง เราจึงต้องมีการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริโภครับประทานอาหารปลอดสารพิษ และการที่จะมั่นใจว่าเราบริโภคพืชผักปลอดสารพิษหรือไม่ดูได้จากมาตรฐาน GAP ของภาครัฐ ตัว Q พืชผัก ผลไม้ในโครงการหลวง และการปลูกรับประทานเอง นอกจากนี้ยังมีสารพิษตัวอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ สารที่ทำให้น้ำมีความข้น มีกลิ่นหอมละมุน เช่น น้ำ ผลไม้ ช็อกโกแลต ที่เรารับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกว่ารับประทานน้ำผลไม้เข้มข้น หอมอร่อย
ทุกวันนี้เราจึงต้องคอยระมัดระวังการรับประทานอาหารให้มากถ้าตราบใดที่ยังปล่อยให้มีการนำเข้าวัตถุอันตรายที่เกี่ยวข้องกับระบบการเกษตรของไทยอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเรามีทางเลือกในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ปลอดสารพิษ ได้แก่ เชื้อบีทีปราบหนอน กลุ่มจุลินทรีย์ปราบเชื้อรา กลุ่มจุลินทรีย์เชื้อรา ฯลฯ และหากช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมในทุกภาคส่วนให้หยุดการนำเข้าวัตถุอันตราย ก็ทำให้ลดจำนวนการบริโภคอาหารที่มีสารพิษตกค้างอยู่น้อยลง ซึ่งการรณรงค์เริ่มต้นจากให้เกษตรกรเปลี่ยนความคิดตัวเองด้วยการไม่ใช้สารเคมี และแสดงฝีมือตัวเองจากความยากในการเตรียมดินให้ดี ปรับค่า พีเอชให้เหมาะสม เมื่อดินดีจะละลายแร่ธาตุและสารอาหารที่มีอยู่ในดินของประเทศไทยที่มีความสมบูรณ์อยู่อย่างมหาศาลไม่ต้องซื้อปุ๋ยมาเติม นอกจากนี้น้ำที่เป็นปัจจัยธรรมชาติต้องมีความเหมาะสม ไม่เป็นกรดหรือด่างจนเกินไป ดังนั้นเมื่อดินดีมีอาหารครบ 5 หมู่ การปลูกพืชผักผลไม้ก็ไม่ต้องใช้สารเคมี
สำหรับภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค ถือว่ามีอิทธิพลมากเมื่อพ่อค้าคนกลางมองว่าเป็นลูกค้าก็สามารถควบคุมพ่อค้าคนกลางที่ขายผักในตลาดสดและสะท้อนไปยังผู้ผลิตได้ คือต้องช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้ร้านค้าติดป้ายอาหารปลอดภัยและต้องยอมรับราคาอาหารที่ปลอดภัยมีราคาสูงกว่า 5-10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คนที่อยากขายอาหารที่ปลอดภัยมาสู่เรามีกำลังใจในการนำมาขาย St Jo Vi Mi Ip La Ma Do Ka Ma Ja Da Da Tr Bo To Cu Cu Cu Mi Cu To Ra Ra Bo Bo Bu Tr Ni J Ni Ro Mi Tu Ch Ch Ni Da Pe L Ip Fo Gu Pa Pa Pa Pa Pa Am Ni Bo Gu Cu Pa Or Ip Pr Do Ti Br Fo Bu Ip Ma Tr Ha Tu Al Fe Am และคนผลิตก็มีกำลังใจในการผลิต เพราะความยากลำบากในการดูแลพืชผักปลอดสารพิษต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ฉีดพ่นจุลินทรีย์หรือสารสกัดจากพืชถี่กว่าสารเคมี ทำให้เหนื่อยกว่าแต่เมื่อนำมาขายสู่ตลาดราคากลับเท่ากัน ดังนั้นราคาที่แพงกว่า 5-10 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าไม่แพงเกินไปเพื่อการบริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษ
ไม่ใช่แค่ภาคการเกษตรเท่านั้นที่มีความสำคัญต่ออาหารที่เรารับประทานเข้าไปในชีวิตประจำวัน แต่เราทุกคนทุกระดับชั้นสามารถช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้มีการลดจำนวนการนำเข้าสารเคมีที่มีสารพิษตกค้างในอาหารได้ง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
แม่กรนคร่อกๆ ระวังคลอดลูกยาก
สตรีมีครรภ์ควรจะสังเกตตัวเองเอาไว้ หากชักนอนกรนถี่ขึ้นเกินกว่าอาทิตย์ละ 3 วัน มีหวังจะคลอดลูกยาก อาจต้องผ่าท้องคลอด หรือได้ลูกที่น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ
คณะแพทย์มหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ ค้นพบว่า มารดาที่นอนกรนถี่อย่างน้อย 3 คืนติดกัน อาจมีผลกระทบถึงสุขภาพสตรีที่มีครรภ์และเด็กในท้อง
สำหรับผู้ที่นอนกรนเป็นประจำ ถ้าเทียบกับผู้ที่นอนไม่กรนแล้ว พบว่าเกือบ 2 ใน 3 มักจะได้ลูกที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กทารกทั่วไป
ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์หลุยส์ โอเบรียน แห่งศูนย์โรคของการนอน คณะโรคประสาทวิทยา กล่าวว่า “เราพบว่ามารดาที่นอนกรนประจำ มักจะคลอดลูกตัวเล็ก และอาจต้องผ่าท้องคลอดกันด้วย”
ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทั้งด้านการแพทย์ สาธารณสุข อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่มีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือสังคมชนบทแทบจะมีวิถีชีวิตไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะอาหารที่นิยมรับประทานล้วนมาจากร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตร และเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะปลอดภัยจากสารเคมีต่างๆ เนื่องจากยังมียอดการนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล...!!
มนตรี บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร สำนักเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีที่เป็นพิษต่างๆ มีมูลค่ามากมายมหาศาลหลายหมื่นล้านบาท โดยสารเคมีที่เป็นพิษได้มีการนำเข้าในปี 2551-2555 เฉลี่ยประมาณ 19,064.6 ล้านบาทต่อปี จำแนกเป็นสารกำจัดวัชพืช (Herbicide) สารกำจัดแมลง (Insecticide) สารป้องกันและกำจัดโรคพืช (Fungicide) และอื่น ๆ ในขณะที่มีการนำเข้าของสารชีวภัณฑ์ที่ปลอดภัยไร้สารพิษมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 22.4 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าปริมาณสารพิษมหาศาลนั้นจะไปสะสมอยู่ที่ไหนถ้าไม่ใช่ร่างกายของเรา
อย่างไรก็ตามวัตถุดิบหรือผลผลิตที่มาจากภาคเกษตรนั้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ พืช ผัก ผลไม้ อาจมีการปนเปื้อนสิ่งเจือปนและสารแปลกปลอม เช่น สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ปกติใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืดในคน แต่มีผู้ลักลอบมาใช้ผสมอาหารให้สุกรเพื่อเพิ่มเนื้อแดงและลดไขมันในเนื้อ เพราะปัจจุบันเกษตรกรต้องการเลี้ยงหมูให้โตเร็ว แต่บรรยากาศหรือสภาพสิ่งแวดล้อมในเล้าหมูมีสิ่งปฏิกูลมากมายทำให้หมูเกิดความเครียด จึงไม่เจริญเติบโต และเมื่อไม่เติบโตเกษตรกรก็ต้องไปซื้อโกรทฮอร์โมน สารเร่งเนื้อแดงที่ต้องการให้หมูโตเร็วในสภาวะความเครียดมากๆ เพื่อให้สมดุลกัน ซึ่งสารเร่งเนื้อแดงจะไปสะสมในเนื้อก่อให้เกิดเม็ดสีที่ผิดปกติ ดังนั้นหมูที่มีเนื้อแดง จัดจ้านไม่ควรรับประทาน จึงควรเลือกรับประทานเนื้อหมูที่เป็นเนื้อสีชมพูอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีธรรมชาติจะปลอดภัยกว่า
ส่วน สารบอแรกซ์ หรือชื่อทางการค้า ทั่วไปเรียกว่า น้ำประสานทอง ผงกรอบ ผงเนื้อนิ่ม สารข้าวตอก และผงกันบูด ซึ่งมีลักษณะไม่มีกลิ่น เป็นผลึกละเอียดหรือผงสีขาวละลายน้ำได้ดี ไม่ละลายในแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ Lo Re St Ar Ph Br Bu Ch Ma Mi Ja Gi Gi Vi Ec Tu Ko Co Jo Sa He Te Ka Ka Er Re Ta Ji L K Li Al Bp Ta Ca Ph Ka Al Ji Gl Do Al Th Ma Ma Tr Ch Ob Ni Ni Ka Ka Fl Ja Do Ki Ta Ta Be Wi Wi Ca An Lo El Ma Ra St Al To Al Th El Bo No Fr Te Al Al To มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมและมีคุณสมบัติทำให้เกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับสารประกอบอินทรีย์โพลีไฮดรอกซี (Organic polyhydroxy compound) เกิดเป็นสารหยุ่น กรอบ และเป็นวัตถุกันเสีย มีการลักลอบนำมาผสมลงในอาหารหลายชนิด เช่น เนื้อหมู ปลาบด ลูกชิ้น และผลไม้ดอง เมื่อนำมาผสมกับเนื้อสัตว์จะทำให้กรอบ นุ่ม อร่อย
สำหรับ ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว เนื้อแดดเดียว มีการนำสารมาทาให้เนื้อเป็นสีแดง ซึ่งเรียกว่า ดินประสิว หรือภาษาโบราณเรียก ดินระเบิด เมื่อนำมาทาเนื้อปลาจะทำให้มีสีแดงน่ารับประทาน แต่เป็นสารที่ก่อมะเร็งกับผู้บริโภคได้ หรือแม้กระทั่งพวกขิง ข่า ตะไคร้ ต้องเป็นสีขาวจึงจะน่ารับประทาน ซึ่งผู้บริโภคควรทราบว่าสีข่าธรรมชาติยังไงก็ไม่ใช่สีขาว หากเป็นสีขาวต้องใช้สารฟอกขาว สารฟอร์มาลิน สารกันรา หรือกรดซาลิซิลิค เป็นสารเคมีตัวหนึ่งที่นำเข้ามาใช้เป็นวัตถุกันเสีย กันรา มีการลักลอบใส่ในน้ำผักผลไม้ดอง และสารฟอกขาวหรือสารโซเดียม ไฮโดรซัลไฟต์ เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการฟอกสีของอาหารและยับยั้งการเจริญเติบโตของยีนส์ รา แบคทีเรีย มักจะถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีสีขาว คุณภาพดี
สุดท้ายคือ ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช คือวัตถุมีพิษนำมาใช้เพื่อป้องกัน กำจัดศัตรูพืช ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้บางชนิด แต่ต้องทิ้งระยะให้สารหมดความเป็นพิษก่อนการเก็บเกี่ยว เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับเอนไซม์ในร่างกาย มีผลให้เกิดการขัดขวางการทำหน้าที่ตามปกติของระบบประสาท ทั้งในคนและสัตว์ ซึ่งสารพิษที่สะสมตกค้างมากับอาหารนั้น ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย ทั้งผลเสียทางตรงต่อผู้ที่นำไปฉีดพ่นในแปลง สวน ไร่ นา คือทำให้ปากเบี้ยว มือหงิก อัมพฤกษ์ อัมพาต เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อีกทั้งภัยต่อผู้บริโภคคือทำให้เกิดโรคมะเร็ง เซลล์ผิดปกติ โรคหัวใจ สารพิษสะสมในเลือดและอื่น ๆ อีกมากมาย ฉะนั้นเวลาเรารับประทานอาหารต่าง ๆ เข้าไปจึงมีสารพิษมากมายที่จะเกิดการสะสมในร่างกาย ซึ่งเราไม่ทราบว่าสารเหล่านี้จะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเจ็บป่วย จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ควรจะหยุดการนำเข้าสารพิษต่าง ๆ
หากเอ่ยถึงต้นทางของสารพิษที่อยู่ในอาหารเหล่านี้นั้นแน่นอนว่าถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยรายการ ได้แก่ สารกำจัดโรคและแมลง เช่น อะบาเม็กติน (Abamectin) คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) สารไกลโฟเสท (Glyphosate) เป็นสารกลุ่มยาฆ่าหญ้า และสารแมนโคเสบ (Mancozeb) เป็นสารในกลุ่มยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้จะสะสมอยู่ในพืช ผัก และผลไม้ เช่น สับปะรด กล้วย เงาะ ส้ม โดยเฉพาะคะน้า มากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือกะหล่ำปลี เพราะเกษตรกรต้องใช้ฉีดกำจัดหนอน ถ้าไม่ฉีดหากหนอนมาจะกินจนหมดได้ภายในคืนเดียว จึงต้องใช้ยาชนิดแรงยิ่งแรงหนอนจะยิ่งดื้อ จึงต้องซื้อยาที่แพงและแรงตลอดเวลามาใช้ เมื่อยายิ่งแรงก็สะสมอยู่มากในพืช ผัก และผลไม้ เป็นส่วนที่ผู้บริโภคต้องระวัง ก่อนรับประทานควรนำมาแช่ในด่างทับทิม หรือน้ำเกลือ หรือล้างน้ำสะอาดผ่านหลาย ๆ รอบ
นอกจากนี้สารในเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นหมูเราทราบกันอยู่แล้วว่ามีสารเร่งเนื้อแดง ถ้าเป็นเนื้อปลาจะต้องฉีดสารฟอร์มาลิน (น้ำยาฉีดศพ) เพราะพ่อค้าแม่ค้าไม่อยากให้ปลามีกลิ่นเหม็นเน่าหรือมีสีที่ซีดจางจึงต้องใช้สารนี้รักษาความสดเอาไว้ หรือแม้กระทั่งเครื่องในสัตว์ต่าง ๆ ด้วย ซึ่งทำให้เราเกิดภูมิแพ้หายใจไม่ออก เพราะร่างกายสร้างแอนตี้ปฏิชีวนะต่อสู้กัน นอกจากปลาแล้วยังมีกุ้ง ปู และผักบางชนิดที่ใช้แล้วสามารถอยู่ได้นานเหมือนซอมบี้
ถึงแม้ว่าการนำเข้าสารเคมีจะถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม แต่หากถามว่ามีสารพิษตกค้างหรือไม่ก็ตอบได้ว่ามีตกค้าง เราจึงต้องมีการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริโภครับประทานอาหารปลอดสารพิษ และการที่จะมั่นใจว่าเราบริโภคพืชผักปลอดสารพิษหรือไม่ดูได้จากมาตรฐาน GAP ของภาครัฐ ตัว Q พืชผัก ผลไม้ในโครงการหลวง และการปลูกรับประทานเอง นอกจากนี้ยังมีสารพิษตัวอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ สารที่ทำให้น้ำมีความข้น มีกลิ่นหอมละมุน เช่น น้ำ ผลไม้ ช็อกโกแลต ที่เรารับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกว่ารับประทานน้ำผลไม้เข้มข้น หอมอร่อย
ทุกวันนี้เราจึงต้องคอยระมัดระวังการรับประทานอาหารให้มากถ้าตราบใดที่ยังปล่อยให้มีการนำเข้าวัตถุอันตรายที่เกี่ยวข้องกับระบบการเกษตรของไทยอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเรามีทางเลือกในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ปลอดสารพิษ ได้แก่ เชื้อบีทีปราบหนอน กลุ่มจุลินทรีย์ปราบเชื้อรา กลุ่มจุลินทรีย์เชื้อรา ฯลฯ และหากช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมในทุกภาคส่วนให้หยุดการนำเข้าวัตถุอันตราย ก็ทำให้ลดจำนวนการบริโภคอาหารที่มีสารพิษตกค้างอยู่น้อยลง ซึ่งการรณรงค์เริ่มต้นจากให้เกษตรกรเปลี่ยนความคิดตัวเองด้วยการไม่ใช้สารเคมี และแสดงฝีมือตัวเองจากความยากในการเตรียมดินให้ดี ปรับค่า พีเอชให้เหมาะสม เมื่อดินดีจะละลายแร่ธาตุและสารอาหารที่มีอยู่ในดินของประเทศไทยที่มีความสมบูรณ์อยู่อย่างมหาศาลไม่ต้องซื้อปุ๋ยมาเติม นอกจากนี้น้ำที่เป็นปัจจัยธรรมชาติต้องมีความเหมาะสม ไม่เป็นกรดหรือด่างจนเกินไป ดังนั้นเมื่อดินดีมีอาหารครบ 5 หมู่ การปลูกพืชผักผลไม้ก็ไม่ต้องใช้สารเคมี
สำหรับภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค ถือว่ามีอิทธิพลมากเมื่อพ่อค้าคนกลางมองว่าเป็นลูกค้าก็สามารถควบคุมพ่อค้าคนกลางที่ขายผักในตลาดสดและสะท้อนไปยังผู้ผลิตได้ คือต้องช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้ร้านค้าติดป้ายอาหารปลอดภัยและต้องยอมรับราคาอาหารที่ปลอดภัยมีราคาสูงกว่า 5-10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คนที่อยากขายอาหารที่ปลอดภัยมาสู่เรามีกำลังใจในการนำมาขาย St Jo Vi Mi Ip La Ma Do Ka Ma Ja Da Da Tr Bo To Cu Cu Cu Mi Cu To Ra Ra Bo Bo Bu Tr Ni J Ni Ro Mi Tu Ch Ch Ni Da Pe L Ip Fo Gu Pa Pa Pa Pa Pa Am Ni Bo Gu Cu Pa Or Ip Pr Do Ti Br Fo Bu Ip Ma Tr Ha Tu Al Fe Am และคนผลิตก็มีกำลังใจในการผลิต เพราะความยากลำบากในการดูแลพืชผักปลอดสารพิษต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ฉีดพ่นจุลินทรีย์หรือสารสกัดจากพืชถี่กว่าสารเคมี ทำให้เหนื่อยกว่าแต่เมื่อนำมาขายสู่ตลาดราคากลับเท่ากัน ดังนั้นราคาที่แพงกว่า 5-10 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าไม่แพงเกินไปเพื่อการบริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษ
ไม่ใช่แค่ภาคการเกษตรเท่านั้นที่มีความสำคัญต่ออาหารที่เรารับประทานเข้าไปในชีวิตประจำวัน แต่เราทุกคนทุกระดับชั้นสามารถช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้มีการลดจำนวนการนำเข้าสารเคมีที่มีสารพิษตกค้างในอาหารได้ง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
แม่กรนคร่อกๆ ระวังคลอดลูกยาก
สตรีมีครรภ์ควรจะสังเกตตัวเองเอาไว้ หากชักนอนกรนถี่ขึ้นเกินกว่าอาทิตย์ละ 3 วัน มีหวังจะคลอดลูกยาก อาจต้องผ่าท้องคลอด หรือได้ลูกที่น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ
คณะแพทย์มหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ ค้นพบว่า มารดาที่นอนกรนถี่อย่างน้อย 3 คืนติดกัน อาจมีผลกระทบถึงสุขภาพสตรีที่มีครรภ์และเด็กในท้อง
สำหรับผู้ที่นอนกรนเป็นประจำ ถ้าเทียบกับผู้ที่นอนไม่กรนแล้ว พบว่าเกือบ 2 ใน 3 มักจะได้ลูกที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กทารกทั่วไป
ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์หลุยส์ โอเบรียน แห่งศูนย์โรคของการนอน คณะโรคประสาทวิทยา กล่าวว่า “เราพบว่ามารดาที่นอนกรนประจำ มักจะคลอดลูกตัวเล็ก และอาจต้องผ่าท้องคลอดกันด้วย”
กินอย่างไรไลฟ์สไตล์ คนทำงาน
ดูเหมือนว่าวิถีการกินในปัจจุบัน จะเป็นโจทย์ให้กับคนในสมัยนี้ต้องแก้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากเทียบกับวิชาคณิตศาสตร์ก็คงเหมือนกับการตามแก้สมการ ที่สลับซับซ้อนจนน่าเวียนหัวนั่นแหละครับ
โดยเฉพาะคนใน วัยทำงาน-วัยอยู่บ้าน-วัยเกษียณ ที่พลังงานแทบจะไม่ได้ใช้กันเลย แถมเอะอะก็กินขนม กาแฟ ของหวาน อาหารฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ แก้เซ็งไปเรื่อยๆ
อย่าคิดว่าการทานอาหารแต่ละมื้อหรือระหว่างมื้อ จะไม่สำคัญนะครับ เพราะทุกวันนี้ ที่ว่าไม่สำคัญนั่นแหละทำให้เราเห็นคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง มานักต่อนักแล้ว ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเกิดจากความไม่สมดุลของพลังงานที่ร่างกายได้รับและพลังงานที่ใช้ไปในชีวิต ประจำวันนั่นเอง
กินกันโรคจะพาเหล่าคนใช้พลังงานน้อย ไปรู้จักกับเทคนิคทานอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดีกันครับ
อาหารในปัจจุบันที่เราต้องกินเพราะเวลาที่รีบเร่งนั้น หลายคนอาจจะมองข้ามว่า คงไม่เป็นอะไรหรอกกินๆ ไป ตอนเช้าบางคนไม่ทานอะไรเลย บางคนซื้ออาหารตามสั่ง ตามด้วยกาแฟที่เติมนมน้ำตาลให้ฉ่ำใจ นอกจากนี้ หลายคน ยังอาจตามด้วยชาเขียว ชานม ซึ่งรู้ไหมว่า น้ำตาล/นม ที่อยู่ในเครื่องดื่มเหล่านั้นมีพลังงานเทียบเท่า กับอาหารหลัก 1 มื้อเลยทีเดียว
วิถีการกินแบบนี้ดูเผินๆ อาจจะไม่มีอะไรที่น่ากังวล แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในอาหารจานด่วน ของขบเคี้ยว กาแฟ ชานม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่แคลอรีสูงๆ ทั้งนั้น
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เคยให้แนวทางของแต่ละช่วงวัยว่าควรใช้พลังงาน ดังต่อไปนี้
1,600 กิโลแคลอรี สำหรับ เด็กอายุ 6-13 ปี หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
2,000 กิโลแคลอรี สำหรับวัยรุ่นหญิง-ชาย อายุ 14-25 ปี วัยทำงานอายุ 25-60 ปี 2,400 กิโลแคลอรี สำหรับ หญิง-ชาย ที่ใช้พลังงาน มากๆ เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา
ด้วยเหตุนี้ ทางเดียวที่จะช่วยได้ก็คือจะกินอะไรต้องดูสลากโภชนาการก่อน ในกรณีที่ชอบกินอาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ขนมขบเคี้ยว นม Mi Ch Th So Bp Bi La Al Sh Fe Bo Vi Bo Sa Da Bo Bo Bo Bo Em He Cu Ke Ha Ka J Ka Bo Bo Gr Ka Ic He Mi Hu Da Da Bi Ba Ba Ba Ho La Ba Ke De Le Ba No Cu Co Sk An An Ve Sa Fr Ma Al An Ju An Tu Tu Ur Ke Ur Go Go Ka Lu Ma Da Da No Da โดยเฉพาะต้องสังเกตปริมาณไขมันและน้ำตาลที่บอกให้เรารู้ว่าอาหารเหล่านั้นให้พลังงานเท่าไหร่ที่แนะนำคือน้ำตาลที่เติมเข้าไปไม่ควรเกิน 24 กรัม ต้องมีไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ต่ำ และเลือกอาหารที่มีปริมาณโซเดียมต่ำด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปไม่ควรให้โซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัม/วัน ในคนปกติ
กินเค็มมากๆ ไม่ดีแน่เสี่ยงความดันโลหิตสูงส่วนคนที่ยังขาดกาแฟ หรือเครื่องดื่มจำพวกชานมไม่ได้ (มากกว่า 200 กิโลแคลอรี) ให้ตายก็ไม่ยอมทางที่ดีก็คือ ต้องเติมนมแทนครีม กูดบายวิปปิ้งครีม สั่งแบบหวานน้อย ลดขนาดแก้วที่สั่ง และถ้าเป็นไปได้ขอร้องให้กินกาแฟร้อนหรือกาแฟดำแทน ตรงนี้ผมเห็นหลายคนที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศหยุดไม่ค่อยได้ครับ
นอกจากนี้ กับดักสุขภาพในเครื่องดื่มจำนวนไม่น้อย มักจะเลี่ยงใช้คำว่า "น้ำตาล" แต่ใช้คำอื่น เช่น ฟรุกโตส น้ำเชื่อมข้าวโพด กลูโคส และอื่นๆ ซึ่งสังเกตง่ายๆ ก็คือ ลงท้ายด้วย โ-ส แทบทั้งนั้น
นอกจากนี้หากสั่งอาหารจานด่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผัดและทอดแทบทั้งสิ้น น้ำมันเหล่านี้ นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว หากมีการทอดซ้ำจนดำไหม้มะเร็งคงได้ถามหาแน่ๆ ส่วนใหญ่
แม่ค้ามักจะเติมหรือปรุงรสในอาหารแล้ว ดังนั้นท่องไว้ในใจเลยว่า ไม่เติมน้ำปลา ไม่เติมน้ำตาลอีกจะดีกว่า ลองไปดูเมนูยอดฮิตต่อไปนี้ว่า เราจะกินได้แค่ไหน และจะกินหรือไม่กินดี
1) กะเพราไก่ + ไข่ดาว มีพลังงานรวม 550 กิโลแคลอรี จะลดอย่างไรดี ให้เปลี่ยนไข่ดาวเป็นไข่ต้ม จะให้พลังงานลดลงถึง 80 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ยังควรเพิ่มผักต่างๆ และหากเป็นไปได้เมื่อทำเองที่บ้านให้ใช้น้ำมันไม่เกิน 2 ช้อนชา หรือเลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลืองซึ่งจะ ดีกว่าน้ำมันปาล์มหรือน้ำมันจากสัตว์
2) ข้าวมันไก่ พลังงานรวม 600 กิโลแคลอรี ข้อแนะนำคือ เลือกเป็นไก่ไร้หนัง ลดได้ 100 กิโลแคลอรี เปลี่ยนจากข้าวมันเป็นข้าวสวยปกติ ลดอีก 100 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ ควรเติมแตงกวา ผักเคียง เติมน้ำจิ้มพอประมาณ และไม่สั่งพิเศษ
3) โจ๊กหมู (ไม่รวมไข่) เมนูนี้ มีพลังงานรวม 250 กิโลแคลอรี แต่หากมีไข่จะเพิ่มอีก 70 กิโลแคลอรี และควรเติมผลไม้ หรือนมพร่องมันเนยเข้าไปหน่อย
4) ข้าวคลุกกะปิ พลังงานรวม 615 กิโลแคลอรี Na De Cr Fr Lu Ma Ha Ma Mo G Ze Da Da T To J Bu Tr La Ca Ka Re Ju Ma Ho Bo Br An Li Ta Su Ma Ba Ba La La So Bp Ji El Br Ju Ju El Bp Ra Ha Vi Ra Lo Do Da Ra Me Ra Pe Li Lu Mi Ni Sa Sk Sk Go Go Th Ma Bo Ro No No Ar Vi Lo พลังงานที่สูงมาจากน้ำมันที่ใช้ผัดน้ำพริกกะปิ หมูหวานจากการเจียวไข่ กุนเชียงทอด ทางเลือกคือ ใช้น้ำมันให้น้อยลง เลือกหมูไร้มันมาหมักแทนสามชั้น (ทำได้เหรอ) เพิ่มผัก ในจานแทนกุนเชียง
5) ส้มตำ (ไม่มีถั่วลิสง) เมนูนี้เป็นที่รู้ดีว่าช่วยให้คนที่อยากหุ่นดีสำเร็จมานักต่อนักแล้ว แต่อย่าเผลอมีข้าวเหนียวเข้ามานะเพราะพลังงานก็จะเพิ่มตาม ที่สำคัญกินส้มตำต้องระวังความสะอาดและผงชูรสให้ดี
ถึงตรงนี้คนทำงานน่าจะหันมาเช็กอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าว่าจะทำให้อ้วนมากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าไม่ต้องวัดแคลอรีแบบเป๊ะๆ หรอกครับ ใครๆ ก็คงรู้ว่าอาหารหวาน มัน ทอด อาหารที่มาจากแป้ง ย่อมมีปริมาณแคลอรีเกินความพอดี ว่าแต่จะตามใจปากหรือเปล่าก็เท่านั้น
โดยเฉพาะคนใน วัยทำงาน-วัยอยู่บ้าน-วัยเกษียณ ที่พลังงานแทบจะไม่ได้ใช้กันเลย แถมเอะอะก็กินขนม กาแฟ ของหวาน อาหารฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ แก้เซ็งไปเรื่อยๆ
อย่าคิดว่าการทานอาหารแต่ละมื้อหรือระหว่างมื้อ จะไม่สำคัญนะครับ เพราะทุกวันนี้ ที่ว่าไม่สำคัญนั่นแหละทำให้เราเห็นคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง มานักต่อนักแล้ว ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเกิดจากความไม่สมดุลของพลังงานที่ร่างกายได้รับและพลังงานที่ใช้ไปในชีวิต ประจำวันนั่นเอง
กินกันโรคจะพาเหล่าคนใช้พลังงานน้อย ไปรู้จักกับเทคนิคทานอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดีกันครับ
อาหารในปัจจุบันที่เราต้องกินเพราะเวลาที่รีบเร่งนั้น หลายคนอาจจะมองข้ามว่า คงไม่เป็นอะไรหรอกกินๆ ไป ตอนเช้าบางคนไม่ทานอะไรเลย บางคนซื้ออาหารตามสั่ง ตามด้วยกาแฟที่เติมนมน้ำตาลให้ฉ่ำใจ นอกจากนี้ หลายคน ยังอาจตามด้วยชาเขียว ชานม ซึ่งรู้ไหมว่า น้ำตาล/นม ที่อยู่ในเครื่องดื่มเหล่านั้นมีพลังงานเทียบเท่า กับอาหารหลัก 1 มื้อเลยทีเดียว
วิถีการกินแบบนี้ดูเผินๆ อาจจะไม่มีอะไรที่น่ากังวล แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในอาหารจานด่วน ของขบเคี้ยว กาแฟ ชานม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่แคลอรีสูงๆ ทั้งนั้น
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เคยให้แนวทางของแต่ละช่วงวัยว่าควรใช้พลังงาน ดังต่อไปนี้
1,600 กิโลแคลอรี สำหรับ เด็กอายุ 6-13 ปี หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
2,000 กิโลแคลอรี สำหรับวัยรุ่นหญิง-ชาย อายุ 14-25 ปี วัยทำงานอายุ 25-60 ปี 2,400 กิโลแคลอรี สำหรับ หญิง-ชาย ที่ใช้พลังงาน มากๆ เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา
ด้วยเหตุนี้ ทางเดียวที่จะช่วยได้ก็คือจะกินอะไรต้องดูสลากโภชนาการก่อน ในกรณีที่ชอบกินอาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ขนมขบเคี้ยว นม Mi Ch Th So Bp Bi La Al Sh Fe Bo Vi Bo Sa Da Bo Bo Bo Bo Em He Cu Ke Ha Ka J Ka Bo Bo Gr Ka Ic He Mi Hu Da Da Bi Ba Ba Ba Ho La Ba Ke De Le Ba No Cu Co Sk An An Ve Sa Fr Ma Al An Ju An Tu Tu Ur Ke Ur Go Go Ka Lu Ma Da Da No Da โดยเฉพาะต้องสังเกตปริมาณไขมันและน้ำตาลที่บอกให้เรารู้ว่าอาหารเหล่านั้นให้พลังงานเท่าไหร่ที่แนะนำคือน้ำตาลที่เติมเข้าไปไม่ควรเกิน 24 กรัม ต้องมีไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ต่ำ และเลือกอาหารที่มีปริมาณโซเดียมต่ำด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปไม่ควรให้โซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัม/วัน ในคนปกติ
กินเค็มมากๆ ไม่ดีแน่เสี่ยงความดันโลหิตสูงส่วนคนที่ยังขาดกาแฟ หรือเครื่องดื่มจำพวกชานมไม่ได้ (มากกว่า 200 กิโลแคลอรี) ให้ตายก็ไม่ยอมทางที่ดีก็คือ ต้องเติมนมแทนครีม กูดบายวิปปิ้งครีม สั่งแบบหวานน้อย ลดขนาดแก้วที่สั่ง และถ้าเป็นไปได้ขอร้องให้กินกาแฟร้อนหรือกาแฟดำแทน ตรงนี้ผมเห็นหลายคนที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศหยุดไม่ค่อยได้ครับ
นอกจากนี้ กับดักสุขภาพในเครื่องดื่มจำนวนไม่น้อย มักจะเลี่ยงใช้คำว่า "น้ำตาล" แต่ใช้คำอื่น เช่น ฟรุกโตส น้ำเชื่อมข้าวโพด กลูโคส และอื่นๆ ซึ่งสังเกตง่ายๆ ก็คือ ลงท้ายด้วย โ-ส แทบทั้งนั้น
นอกจากนี้หากสั่งอาหารจานด่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผัดและทอดแทบทั้งสิ้น น้ำมันเหล่านี้ นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว หากมีการทอดซ้ำจนดำไหม้มะเร็งคงได้ถามหาแน่ๆ ส่วนใหญ่
แม่ค้ามักจะเติมหรือปรุงรสในอาหารแล้ว ดังนั้นท่องไว้ในใจเลยว่า ไม่เติมน้ำปลา ไม่เติมน้ำตาลอีกจะดีกว่า ลองไปดูเมนูยอดฮิตต่อไปนี้ว่า เราจะกินได้แค่ไหน และจะกินหรือไม่กินดี
1) กะเพราไก่ + ไข่ดาว มีพลังงานรวม 550 กิโลแคลอรี จะลดอย่างไรดี ให้เปลี่ยนไข่ดาวเป็นไข่ต้ม จะให้พลังงานลดลงถึง 80 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ยังควรเพิ่มผักต่างๆ และหากเป็นไปได้เมื่อทำเองที่บ้านให้ใช้น้ำมันไม่เกิน 2 ช้อนชา หรือเลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลืองซึ่งจะ ดีกว่าน้ำมันปาล์มหรือน้ำมันจากสัตว์
2) ข้าวมันไก่ พลังงานรวม 600 กิโลแคลอรี ข้อแนะนำคือ เลือกเป็นไก่ไร้หนัง ลดได้ 100 กิโลแคลอรี เปลี่ยนจากข้าวมันเป็นข้าวสวยปกติ ลดอีก 100 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ ควรเติมแตงกวา ผักเคียง เติมน้ำจิ้มพอประมาณ และไม่สั่งพิเศษ
3) โจ๊กหมู (ไม่รวมไข่) เมนูนี้ มีพลังงานรวม 250 กิโลแคลอรี แต่หากมีไข่จะเพิ่มอีก 70 กิโลแคลอรี และควรเติมผลไม้ หรือนมพร่องมันเนยเข้าไปหน่อย
4) ข้าวคลุกกะปิ พลังงานรวม 615 กิโลแคลอรี Na De Cr Fr Lu Ma Ha Ma Mo G Ze Da Da T To J Bu Tr La Ca Ka Re Ju Ma Ho Bo Br An Li Ta Su Ma Ba Ba La La So Bp Ji El Br Ju Ju El Bp Ra Ha Vi Ra Lo Do Da Ra Me Ra Pe Li Lu Mi Ni Sa Sk Sk Go Go Th Ma Bo Ro No No Ar Vi Lo พลังงานที่สูงมาจากน้ำมันที่ใช้ผัดน้ำพริกกะปิ หมูหวานจากการเจียวไข่ กุนเชียงทอด ทางเลือกคือ ใช้น้ำมันให้น้อยลง เลือกหมูไร้มันมาหมักแทนสามชั้น (ทำได้เหรอ) เพิ่มผัก ในจานแทนกุนเชียง
5) ส้มตำ (ไม่มีถั่วลิสง) เมนูนี้เป็นที่รู้ดีว่าช่วยให้คนที่อยากหุ่นดีสำเร็จมานักต่อนักแล้ว แต่อย่าเผลอมีข้าวเหนียวเข้ามานะเพราะพลังงานก็จะเพิ่มตาม ที่สำคัญกินส้มตำต้องระวังความสะอาดและผงชูรสให้ดี
ถึงตรงนี้คนทำงานน่าจะหันมาเช็กอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าว่าจะทำให้อ้วนมากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าไม่ต้องวัดแคลอรีแบบเป๊ะๆ หรอกครับ ใครๆ ก็คงรู้ว่าอาหารหวาน มัน ทอด อาหารที่มาจากแป้ง ย่อมมีปริมาณแคลอรีเกินความพอดี ว่าแต่จะตามใจปากหรือเปล่าก็เท่านั้น
ระวังภัย! คนขับแท็กซี่โจร...วางยาผู้โดยสารผ่านช่องแอร์
ในยุคข้าวยากหมากแพงกลายเป็นปัญหาสังคม ทำให้มีโจรผู้ร้ายเกลื่อนเมือง...ทั้งๆ ที่บางคนก็ดูหน้าตาซื่อทำมาหากิน แต่สุดท้ายแล้วแฝงมาในคราบโจรก็มีเยอะ อย่างคนขับแท็กซี่บางคนที่แอบแฝงเข้ามาเป็นผู้บริการ แต่เบื้องลึกแล้วเป็นพวกแก๊งมิจฉาชีพ ก็มีให้เห็นอยู่ประจำ
"ทีมข่าวอาชญากรรม" จึงนำเรื่องราวการเตือนภัยมาตีแผ่ หลังจากได้รับเรื่องราวของเหยื่อผู้หญิงรายหนึ่ง ระบายความเป็นจริงผ่านมาทาง "โลกออนไลน์" เกี่ยวกับเรื่อง "แท็กซี่โจร" เพื่อเป็นการย้ำเตือนประชาชน เพื่อมิให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อ สูญเสียเงินทองทรัพย์สิน รวมทั้งร่างกาย
เรื่องราวเกิดขึ้นอย่างไร? คงต้องย้อนกลับไปดู เมื่อวันที่ 30 ต.ค.56 ที่ผ่านมา ได้มีกระแสเตือนภัยสังคมในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่ถือเป็นอันตรายอย่างมากจากการโดยสารรถแท็กซี่สาธารณะ โดยข้อความไลน์ดังกล่าวระบุว่า... "เพื่อนเป็นหมอที่เชียงใหม่ line. มาฝากเพื่อนๆ ผู้หญิง และ รมว.ชัชชาติ ด้วยว่า เมื่อช่วงบ่ายโมง วันที่ 25 ต.ค.56 หลานสาวผมโดนมอมยาในรถแท็กซี่ ซึ่งพฤติกรรมของคนขับแท็กซี่รายนี้ มันเปิดแอร์มาที่นั่งด้านหลัง จนเริ่มมึน แต่พอมีสติได้ยินมันโทรศัพท์พูดว่า "ขึ้นรถมาละ" จึงเอามือปิดจมูก มันก็เปิดเพิ่มลมแอร์ให้แรงขึ้น หลานผมรู้ตัวว่าจะไม่ไหวแล้ว
ขณะนั้นรถวิ่งบนทางด่วนเร็วมาก ทางหลานสาวจึงตัดสินใจเปิดประตูรถออกไป สุดท้ายมันเลยต้องจอด หลานสาวจึงรีบวิ่งหนีลงมา แต่มันยังวิ่งตามเพราะคิดว่าคงสลบ แต่โชคดีหลานสาวผมได้โบกรถที่ตามมาขอความช่วยเหลือได้ แท็กซี่คันดังกล่าวมันจอดรออยู่อย่างนั้นไม่ยอมไป จนหลานสาวผมต้องตัดสินใจเสี่ยงขึ้นรถที่โบกไป เมื่อไปถึงบ้านมีอาการแขนขาชา ผมจึงให้หลานสาวผมดื่มน้ำมากๆ เพื่อขับพิษยาออกจากร่างกาย จึงขอเตือนคนที่มีลูกสาวอยู่ใน กทม. ด้วยทะเบียนรถแท็กซี่ คันดังกล่าว. ทล 46...? กรุงเทพมหานคร
อยากให้ตำรวจจัดการคนขับแท็กซี่คันนี้จังเลย จะได้ไม่เป็นภัยต่อคนอื่นอีก! นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นฝนเมืองกรุง...!! ผ่านมาทางโลกออนไลน์
หากย้อนกลับไปดูที่ผ่านมา...พฤติกรรมคนขับแท็กซี่โจร ที่มอมยาผู้โดยสาร เหยื่อนำมาเตือนภัย ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก...ที่ผ่านมามี "ประชาชน" เคยมีประสบการณ์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ "ทีมข่าวอาชญากรรม" เพื่อนำไปตีแผ่ให้สังคมรับรู้ โดยรายแรกเปิดเผย จากประสบการณ์ที่ได้เจอมากับตัวเองในการใช้บริการรถ Taxi (เขียวเหลือง) ค่ะ หลังจากที่กลับจากทำธุระแถวๆ ถนนศรีนครินทร์ และได้มาขึ้นรถ Taxi จากหน้าปากซอยสุเหร่า (ปากน้ำ) ทะเบียน มข-12 กทม. ขณะนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม พอขึ้นไปนั่งคนขับเขาปรับกระจกก่อนเลย และปรับแอร์ให้ตรงมาที่เรา แต่ตัวเขาจะนั่งให้ชิดติดพวงมาลัยเลย
ซึ่งตัวเองเป็นคนที่ชอบอ่านเมล จากคนที่เคยเจอประสบเหตุการณ์จากรถ Taxi ก็ทำให้สังเกตพฤติกรรมของคนขับมาตลอดและเราก็พยายามชวนเขาคุย แต่ก็คุยตอบกลับมาน้อยมาก พอนั่งไปซักประมาณ 10 นาที ก็เริ่มหายใจไม่ค่อยออก และระหว่างทางเราก็โทร.บอกที่บ้านว่าเราอยู่บนรถ Taxi ใกล้จะถึงแล้ว เขาจึงคอยมองกระจกตลอดเวลา หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มลืมตาไม่ขึ้น
ณ ตอนนั้นเลยคิดว่าต้องใช่แน่ๆ เลย เราเจอกับตัวเองแล้ว ก็บอกให้เขาจอดรถเลย และเราก็เปิดประตูรถออกไปเลย ซึ่งเขาขับช้ามาก (คงจะรอให้ยาออกฤทธิ์ก่อน) แล้วค่อยๆ จอด พร้อมถามเราย้ำว่าจะลงตรงนี้เลยเหรอฝนยังไม่หยุดตกเลย เราก็ยืนยันว่าเราจะลงตรงนี้ แล้วคนขับก็ค่อยๆ ชะลอจอดรถ เราก็จ่ายตังค์ค่าโดยสารให้ไปด้วยนะ แต่พอเดินลงมาได้ 2-3 ก้าว ก็เป็นลมหมดสติเลย คนที่อยู่บริเวณนั้นเขาก็มาช่วยปฐมพยาบาลกันจึงรอดจากการเป็นเหยื่อ
ส่วนรายที่ 2 คือ นายภาณุ อายุ 34 ปี อาชีพกราฟฟิกดีไซน์ ผู้มีประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์ถูกแท็กซี่รมยาสลบเปิดเผยว่า ตนเคยถูกแท็กซี่ก่อเหตุทำนองนี้มาถึง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา ขณะเดินทางกลับจากต่างจังหวัด La Te Bo Bo Po Bo Ec Mo Mo Ca Ch Mi Bc Le Do He Tu Te Ja Ba Bo Al Ca Mi Ni Pa Pa He Hi Vi Il Ra Ha To Ba St El Ja Mo Sa Fu An Or Ma Vo Ka Fu To No Ca An Br Ol Mz Mo Vi Mo To To Co Lo To Ma Ma Vi Ba Al Te Po Ha So La To Pa Sk Sk Ij โดยมีกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ 1 ใบ และกระเป๋าโน้ตบุ๊คอีก 1 ใบ ได้นั่งแท็กซี่สีเขียวเหลืองไม่ทราบหมายเลขทะเบียน จากบริเวณบางคูวัด จ.ปทุมธานี เพื่อจะกลับที่พักย่านถนนรัชดาภิเษก ช่วงเวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม
โดยโชเฟอร์แท็กซี่มีลักษณะผิวดำแดง รูปร่างสันทัด อายุประมาณ 30 ปี ได้ชวนคุยอย่างเป็นกันเอง จากนั้นโชเฟอร์คนดังกล่าวได้บอกว่าขอขึ้นทางด่วน ตนก็ยินยอมเนื่องจากเห็นว่าระยะทางไกลขึ้นทางด่วนน่าจะสะดวกกว่า เมื่อถึงด่านชำระเงินก็หยิบเงินชำระค่าทางด่วนให้ เมื่อคนขับรถแท็กซี่ออกจากด่านทางด่วนไปได้ไม่นาน ก็จะเปิดกระจกข้างคนขับแง้มออก เพื่อทิ้งสิ่งของบางอย่างออกนอกรถ จากนั้นได้ปรับแอร์เข้ามาที่หน้าพร้อมกับเร่งแอร์มาที่เบาะด้านหลังตรงที่นั่งอยู่ พอไม่นานก็รู้สึกเวียนศีรษะเหมือนหน้ามืด หัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที คล้ายๆ คนจะเป็นลมมือไม้อ่อนไปหมด
แต่ตนยังตั้งสติ อีกทั้งเป็นคนที่รูปร่างใหญ่และออกกำลังกายเป็นประจำ จึงรีบเปิดหน้าต่างออกเพื่อรับลมจากภายนอก พร้อมกับสูดหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดให้มากที่สุด พร้อมกับบอกให้จอด แต่มันไม่ยอมจอด เมื่อเห็นท่าไม่ดีและกำลังจะหมดแรงในไม่ช้า ตนจึงได้ชูมือพร้อมชะโงกหัวออกไปนอกรถพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งรถข้างๆ ก็ตกใจ มันเห็นท่าไม่ดีจึงจอดรถให้ลงบนทางด่วน ช่วงบริเวณทางลงถนนงามวงศ์วาน ตนจึงต่อว่าไป "ผมรู้นะว่าพี่ทำอะไรผม พร้อมโยนเงินค่าโดยสารให้ไป 100 บาท" พร้อมกับรีบหยิบสัมภาระลงจากรถทันที ส่วนแท็กซี่คันดังกล่าวรีบขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็วโดยมีท่าทีไม่พอใจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นจึงได้โทรศัพท์เรียกให้เพื่อนมารับ จึงรอดจากการตกเป็นเหยื่อโจรในคราบแท็กซี่
ขณะที่ ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยพฤติกรรม แท็กซี่ที่มอมยาผู้โดยสาร เพื่อชิงทรัพย์และกระทำมิดีมิร้าย โดยคนขับจะทำทีเป็นเปิดวิทยุหรือเปิดพัดลมแอร์ เพื่อพัดให้สารเคมีไปทางผู้โดยสาร ขณะที่ตัวเองลดหน้าต่างลงเล็กน้อย เมื่อเหยื่อมีอาการใจเต้นแรง มึนงงและสับสน ว่า กรณีนี้สารที่ใช้คาดว่าเป็นสารอีเทอร์และสารคลอโรฟอร์ม ซึ่งเป็นตัวทำละลายที่ใช้ในห้องแล็บ เพื่อสกัดหาสารหรือส่วนประกอบต่างๆ เช่น ยา เป็นต้น
โดยสารเคมีตัวนี้จะอยู่ในรูปของน้ำใสๆ มีกลิ่นฉุน หากดมนานๆ จะทำให้เกิดอาการสลบได้ แต่จะใช้ระยะเวลาในการสูดดมค่อนข้างนาน ซึ่งสารตัวนี้ทางการแพทย์ไม่นิยมใช้แล้ว เนื่องจากเป็นอันตรายสูง และควบคุมปริมาณการใช้ได้ยาก
นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับ "ผู้โดยสาร" ที่ตกเป็นเหยื่อ แต่ที่ผ่านมา "ตำรวจ" ยังไม่สามารถจับกุมพวกแก๊งนรกกลุ่มนี้ได้ ดังนั้นทางที่ดี เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้หญิงไปไหนมาไหนต้องมีเพื่อนร่วมเดินทาง หากเจออาการมึนงงรีบลงกลางทาง หรือเข้าสถานีตำรวจใกล้เคียง เพื่อความปลอดภัย...เพราะเดี๋ยวนี้เราต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลพวกโจรผู้ร้าย จะหาช่องทางทุกรูปแบบมาก่อเหตุ ถ้าหากเรา รู้ไม่ทันก็ตกเป็นเหยื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
5 อาหารบำรุง "ตับ"
เพื่อตัดตอนความป่วย
การดื่มเหล้าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคตับแข็ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปจะไม่เสี่ยงภาวะตับอักเสบ พฤติกรรมการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการมีสารเจือปนในอากาศและอาหารมากมายในทุกวันนี้ ได้ทำให้คนส่วนใหญ่กำลังสะสมสารพิษในตับมากมายโดยไม่รู้ตัว
โรคตับนับเป็นโรคติดอันดับต้น ๆ ที่มีคนป่วยมากขึ้น สาเหตุสำคัญอีกอย่าง ที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ การทานยาต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นตับพิการถึง 40% เพราะตับต้องย่อยสลายสารเคมี และนี่คือ 5 อาหารตัดตอนความป่วย ที่ช่วยเคลียร์การสะสมโรคภัยในตับที่มีผลต่อการเจ็บง่าย หายยากของโรคสุขภาพนานาชนิด ที่คุณควรอ่านและควรทำ
ซุปรวมเห็ดล้างไขมันในตับ เห็ดช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว
การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ
ขมิ้นชันขับพิษสะสมในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือการกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอน ปริมาณ 5,000-8,000 มิลลิกรัมต่อวัน
เก๋ากี้ปกป้องตับยกระดับความแข็งแรง เก๋ากี้ มีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินอี และวิตามินบี 2 ซึ่งมีส่วนในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น วิธีการทานก็ง่ายแสนง่าย เพียงชงเก๋ากี๋แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก
กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง Fi Mr Zo Le Ps Tu De Ho So Sp Ke Br Ma To Am La Cr Ma He Br Mi Hi G Bu Ar Sa Lu Di Ca Ar Wa Ki Ac An Sh Fo Ba To Ma Ib Pa Lo Bl Bl Mi Di Fe Ma L Gi Bi To Tr Mi To Ba Ke Sa Ei To Ax Za La Vi Th Ur Ke Ro Co Ra Ca Tu Ke บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที
มะขามป้อมแอนตี้ไวรัสตับ มะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานาน ๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารแทนนิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก ต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป
"ทีมข่าวอาชญากรรม" จึงนำเรื่องราวการเตือนภัยมาตีแผ่ หลังจากได้รับเรื่องราวของเหยื่อผู้หญิงรายหนึ่ง ระบายความเป็นจริงผ่านมาทาง "โลกออนไลน์" เกี่ยวกับเรื่อง "แท็กซี่โจร" เพื่อเป็นการย้ำเตือนประชาชน เพื่อมิให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อ สูญเสียเงินทองทรัพย์สิน รวมทั้งร่างกาย
เรื่องราวเกิดขึ้นอย่างไร? คงต้องย้อนกลับไปดู เมื่อวันที่ 30 ต.ค.56 ที่ผ่านมา ได้มีกระแสเตือนภัยสังคมในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่ถือเป็นอันตรายอย่างมากจากการโดยสารรถแท็กซี่สาธารณะ โดยข้อความไลน์ดังกล่าวระบุว่า... "เพื่อนเป็นหมอที่เชียงใหม่ line. มาฝากเพื่อนๆ ผู้หญิง และ รมว.ชัชชาติ ด้วยว่า เมื่อช่วงบ่ายโมง วันที่ 25 ต.ค.56 หลานสาวผมโดนมอมยาในรถแท็กซี่ ซึ่งพฤติกรรมของคนขับแท็กซี่รายนี้ มันเปิดแอร์มาที่นั่งด้านหลัง จนเริ่มมึน แต่พอมีสติได้ยินมันโทรศัพท์พูดว่า "ขึ้นรถมาละ" จึงเอามือปิดจมูก มันก็เปิดเพิ่มลมแอร์ให้แรงขึ้น หลานผมรู้ตัวว่าจะไม่ไหวแล้ว
ขณะนั้นรถวิ่งบนทางด่วนเร็วมาก ทางหลานสาวจึงตัดสินใจเปิดประตูรถออกไป สุดท้ายมันเลยต้องจอด หลานสาวจึงรีบวิ่งหนีลงมา แต่มันยังวิ่งตามเพราะคิดว่าคงสลบ แต่โชคดีหลานสาวผมได้โบกรถที่ตามมาขอความช่วยเหลือได้ แท็กซี่คันดังกล่าวมันจอดรออยู่อย่างนั้นไม่ยอมไป จนหลานสาวผมต้องตัดสินใจเสี่ยงขึ้นรถที่โบกไป เมื่อไปถึงบ้านมีอาการแขนขาชา ผมจึงให้หลานสาวผมดื่มน้ำมากๆ เพื่อขับพิษยาออกจากร่างกาย จึงขอเตือนคนที่มีลูกสาวอยู่ใน กทม. ด้วยทะเบียนรถแท็กซี่ คันดังกล่าว. ทล 46...? กรุงเทพมหานคร
อยากให้ตำรวจจัดการคนขับแท็กซี่คันนี้จังเลย จะได้ไม่เป็นภัยต่อคนอื่นอีก! นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นฝนเมืองกรุง...!! ผ่านมาทางโลกออนไลน์
หากย้อนกลับไปดูที่ผ่านมา...พฤติกรรมคนขับแท็กซี่โจร ที่มอมยาผู้โดยสาร เหยื่อนำมาเตือนภัย ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก...ที่ผ่านมามี "ประชาชน" เคยมีประสบการณ์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ "ทีมข่าวอาชญากรรม" เพื่อนำไปตีแผ่ให้สังคมรับรู้ โดยรายแรกเปิดเผย จากประสบการณ์ที่ได้เจอมากับตัวเองในการใช้บริการรถ Taxi (เขียวเหลือง) ค่ะ หลังจากที่กลับจากทำธุระแถวๆ ถนนศรีนครินทร์ และได้มาขึ้นรถ Taxi จากหน้าปากซอยสุเหร่า (ปากน้ำ) ทะเบียน มข-12 กทม. ขณะนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม พอขึ้นไปนั่งคนขับเขาปรับกระจกก่อนเลย และปรับแอร์ให้ตรงมาที่เรา แต่ตัวเขาจะนั่งให้ชิดติดพวงมาลัยเลย
ซึ่งตัวเองเป็นคนที่ชอบอ่านเมล จากคนที่เคยเจอประสบเหตุการณ์จากรถ Taxi ก็ทำให้สังเกตพฤติกรรมของคนขับมาตลอดและเราก็พยายามชวนเขาคุย แต่ก็คุยตอบกลับมาน้อยมาก พอนั่งไปซักประมาณ 10 นาที ก็เริ่มหายใจไม่ค่อยออก และระหว่างทางเราก็โทร.บอกที่บ้านว่าเราอยู่บนรถ Taxi ใกล้จะถึงแล้ว เขาจึงคอยมองกระจกตลอดเวลา หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มลืมตาไม่ขึ้น
ณ ตอนนั้นเลยคิดว่าต้องใช่แน่ๆ เลย เราเจอกับตัวเองแล้ว ก็บอกให้เขาจอดรถเลย และเราก็เปิดประตูรถออกไปเลย ซึ่งเขาขับช้ามาก (คงจะรอให้ยาออกฤทธิ์ก่อน) แล้วค่อยๆ จอด พร้อมถามเราย้ำว่าจะลงตรงนี้เลยเหรอฝนยังไม่หยุดตกเลย เราก็ยืนยันว่าเราจะลงตรงนี้ แล้วคนขับก็ค่อยๆ ชะลอจอดรถ เราก็จ่ายตังค์ค่าโดยสารให้ไปด้วยนะ แต่พอเดินลงมาได้ 2-3 ก้าว ก็เป็นลมหมดสติเลย คนที่อยู่บริเวณนั้นเขาก็มาช่วยปฐมพยาบาลกันจึงรอดจากการเป็นเหยื่อ
ส่วนรายที่ 2 คือ นายภาณุ อายุ 34 ปี อาชีพกราฟฟิกดีไซน์ ผู้มีประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์ถูกแท็กซี่รมยาสลบเปิดเผยว่า ตนเคยถูกแท็กซี่ก่อเหตุทำนองนี้มาถึง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา ขณะเดินทางกลับจากต่างจังหวัด La Te Bo Bo Po Bo Ec Mo Mo Ca Ch Mi Bc Le Do He Tu Te Ja Ba Bo Al Ca Mi Ni Pa Pa He Hi Vi Il Ra Ha To Ba St El Ja Mo Sa Fu An Or Ma Vo Ka Fu To No Ca An Br Ol Mz Mo Vi Mo To To Co Lo To Ma Ma Vi Ba Al Te Po Ha So La To Pa Sk Sk Ij โดยมีกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ 1 ใบ และกระเป๋าโน้ตบุ๊คอีก 1 ใบ ได้นั่งแท็กซี่สีเขียวเหลืองไม่ทราบหมายเลขทะเบียน จากบริเวณบางคูวัด จ.ปทุมธานี เพื่อจะกลับที่พักย่านถนนรัชดาภิเษก ช่วงเวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม
โดยโชเฟอร์แท็กซี่มีลักษณะผิวดำแดง รูปร่างสันทัด อายุประมาณ 30 ปี ได้ชวนคุยอย่างเป็นกันเอง จากนั้นโชเฟอร์คนดังกล่าวได้บอกว่าขอขึ้นทางด่วน ตนก็ยินยอมเนื่องจากเห็นว่าระยะทางไกลขึ้นทางด่วนน่าจะสะดวกกว่า เมื่อถึงด่านชำระเงินก็หยิบเงินชำระค่าทางด่วนให้ เมื่อคนขับรถแท็กซี่ออกจากด่านทางด่วนไปได้ไม่นาน ก็จะเปิดกระจกข้างคนขับแง้มออก เพื่อทิ้งสิ่งของบางอย่างออกนอกรถ จากนั้นได้ปรับแอร์เข้ามาที่หน้าพร้อมกับเร่งแอร์มาที่เบาะด้านหลังตรงที่นั่งอยู่ พอไม่นานก็รู้สึกเวียนศีรษะเหมือนหน้ามืด หัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที คล้ายๆ คนจะเป็นลมมือไม้อ่อนไปหมด
แต่ตนยังตั้งสติ อีกทั้งเป็นคนที่รูปร่างใหญ่และออกกำลังกายเป็นประจำ จึงรีบเปิดหน้าต่างออกเพื่อรับลมจากภายนอก พร้อมกับสูดหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดให้มากที่สุด พร้อมกับบอกให้จอด แต่มันไม่ยอมจอด เมื่อเห็นท่าไม่ดีและกำลังจะหมดแรงในไม่ช้า ตนจึงได้ชูมือพร้อมชะโงกหัวออกไปนอกรถพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งรถข้างๆ ก็ตกใจ มันเห็นท่าไม่ดีจึงจอดรถให้ลงบนทางด่วน ช่วงบริเวณทางลงถนนงามวงศ์วาน ตนจึงต่อว่าไป "ผมรู้นะว่าพี่ทำอะไรผม พร้อมโยนเงินค่าโดยสารให้ไป 100 บาท" พร้อมกับรีบหยิบสัมภาระลงจากรถทันที ส่วนแท็กซี่คันดังกล่าวรีบขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็วโดยมีท่าทีไม่พอใจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นจึงได้โทรศัพท์เรียกให้เพื่อนมารับ จึงรอดจากการตกเป็นเหยื่อโจรในคราบแท็กซี่
ขณะที่ ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยพฤติกรรม แท็กซี่ที่มอมยาผู้โดยสาร เพื่อชิงทรัพย์และกระทำมิดีมิร้าย โดยคนขับจะทำทีเป็นเปิดวิทยุหรือเปิดพัดลมแอร์ เพื่อพัดให้สารเคมีไปทางผู้โดยสาร ขณะที่ตัวเองลดหน้าต่างลงเล็กน้อย เมื่อเหยื่อมีอาการใจเต้นแรง มึนงงและสับสน ว่า กรณีนี้สารที่ใช้คาดว่าเป็นสารอีเทอร์และสารคลอโรฟอร์ม ซึ่งเป็นตัวทำละลายที่ใช้ในห้องแล็บ เพื่อสกัดหาสารหรือส่วนประกอบต่างๆ เช่น ยา เป็นต้น
โดยสารเคมีตัวนี้จะอยู่ในรูปของน้ำใสๆ มีกลิ่นฉุน หากดมนานๆ จะทำให้เกิดอาการสลบได้ แต่จะใช้ระยะเวลาในการสูดดมค่อนข้างนาน ซึ่งสารตัวนี้ทางการแพทย์ไม่นิยมใช้แล้ว เนื่องจากเป็นอันตรายสูง และควบคุมปริมาณการใช้ได้ยาก
นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับ "ผู้โดยสาร" ที่ตกเป็นเหยื่อ แต่ที่ผ่านมา "ตำรวจ" ยังไม่สามารถจับกุมพวกแก๊งนรกกลุ่มนี้ได้ ดังนั้นทางที่ดี เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้หญิงไปไหนมาไหนต้องมีเพื่อนร่วมเดินทาง หากเจออาการมึนงงรีบลงกลางทาง หรือเข้าสถานีตำรวจใกล้เคียง เพื่อความปลอดภัย...เพราะเดี๋ยวนี้เราต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลพวกโจรผู้ร้าย จะหาช่องทางทุกรูปแบบมาก่อเหตุ ถ้าหากเรา รู้ไม่ทันก็ตกเป็นเหยื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
5 อาหารบำรุง "ตับ"
เพื่อตัดตอนความป่วย
การดื่มเหล้าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคตับแข็ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปจะไม่เสี่ยงภาวะตับอักเสบ พฤติกรรมการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการมีสารเจือปนในอากาศและอาหารมากมายในทุกวันนี้ ได้ทำให้คนส่วนใหญ่กำลังสะสมสารพิษในตับมากมายโดยไม่รู้ตัว
โรคตับนับเป็นโรคติดอันดับต้น ๆ ที่มีคนป่วยมากขึ้น สาเหตุสำคัญอีกอย่าง ที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ การทานยาต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นตับพิการถึง 40% เพราะตับต้องย่อยสลายสารเคมี และนี่คือ 5 อาหารตัดตอนความป่วย ที่ช่วยเคลียร์การสะสมโรคภัยในตับที่มีผลต่อการเจ็บง่าย หายยากของโรคสุขภาพนานาชนิด ที่คุณควรอ่านและควรทำ
ซุปรวมเห็ดล้างไขมันในตับ เห็ดช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว
การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ
ขมิ้นชันขับพิษสะสมในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือการกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอน ปริมาณ 5,000-8,000 มิลลิกรัมต่อวัน
เก๋ากี้ปกป้องตับยกระดับความแข็งแรง เก๋ากี้ มีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินอี และวิตามินบี 2 ซึ่งมีส่วนในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น วิธีการทานก็ง่ายแสนง่าย เพียงชงเก๋ากี๋แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก
กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง Fi Mr Zo Le Ps Tu De Ho So Sp Ke Br Ma To Am La Cr Ma He Br Mi Hi G Bu Ar Sa Lu Di Ca Ar Wa Ki Ac An Sh Fo Ba To Ma Ib Pa Lo Bl Bl Mi Di Fe Ma L Gi Bi To Tr Mi To Ba Ke Sa Ei To Ax Za La Vi Th Ur Ke Ro Co Ra Ca Tu Ke บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที
มะขามป้อมแอนตี้ไวรัสตับ มะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานาน ๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารแทนนิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก ต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป
Subscribe to:
Posts (Atom)