พีท อาห์เรน มหาวิทยาลัยร็อกกีเฟลเลอร์ เป็นนักวิทยาศาสตร์อีกผู้หนึ่งที่ศึกษากระบวนการเผาผลาญไขมันจนมีชื่อเสียง เขาสังเกตพบว่า ผู้ป่วยที่กินอาหารไขมันต่ำ ก็มักจะมีไตรกลีเซอไรด์พุ่งกระฉูด ถ้าเมื่อใดกินอาหารไขมันสูงไตรกลีเซอไรด์ก็กลับจะลดต่ำ เขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ภาวะไขมันเลือดสูงจากการกินแป้ง (carbohydrate induced lipemia)
อาห์เรน แสดงภาพหลอดเลือด 2 หลอดของผู้ป่วยคนเดียวกัน หลอดหนึ่งเจาะเมื่อผู้ป่วยกินแป้งมาก อีกหลอดหนึ่งเจาะเมื่อผู้ป่วยกินแป้งน้อย หลอดที่กินแป้งมากนั้นซีรั่มจะข้นคลักไปด้วยคราบไข อีกหลอดหนึ่งซีรั่มใสสะอาด ภาพแสดงนี้บ่งชี้ชัดเจนว่าเมื่อกินคาร์โบไฮเดรตมากในเลือดจะเต็มไปด้วยคราบไข เพราะคาร์โบไฮเดรตจะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์นั่นเอง
อาห์เรน เขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า "เปอร์เซ็นต์ของไขมันในเลือดเป็นตัวบ่งชี้ความรุนแรงของโรค...และเปอร์เซ็นต์ไขมันในเลือดกลับถูกพบว่าสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไป แทนที่จะสัมพันธ์กับปริมาณไขมันที่กินอย่างที่เราเคยเข้าใจ"
จากภาวะไขมันเลือดสูง (ทั้งไตรกลีเซอไรด์ซึ่งพ่วงด้วยคอเลสเตอรอล) จะก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัวแล้วความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหลอดเลือดก็ตามมา อาห์เรนกล่าวว่า "ในพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่กินแป้งเยอะและมีโรคอ้วนชุกชุม การยุยงส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มนี้กินไขมันให้น้อยลง ยิ่งจะซ้ำเติมวิกฤติทางสุขภาพมากยิ่งขึ้น"
เพราะนั่นแปลว่าคนเราเมื่อกินไขมันน้อยลง แถมยังบอกว่าไขมันสัตว์ที่แฝงอยู่ในสเต๊กเนื้อสัน ในหมูสามชั้น หนังเป็ดหนังไก่ ไม่ควรกิน ก็เท่ากับผลักคนกลุ่มนี้ให้หันไปกินแป้งข้าวหรือผลไม้มากขึ้น นั่นแหละคือปากประตูสู่ความเสี่ยงทางสุขภาพ นี่คือความหลงทิศผิดทางของแนวทางสุขภาพตลอด 30 ปีที่ผ่านมา
อาห์เรน เตือนเกี่ยวกับอันตรายของการด่วนสรุปอย่างง่ายๆ ว่าอาหารไขมันและคอเลสเตอรอลเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา "เรากล่าวโทษอาหารไขมันกับคอเลสเตอรอลโดยยังไม่ทันมีหลักฐานที่แน่ชัดเลย ก็ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในประชาคมทั่วไปไปซะแล้ว มันอาจจะเป็นเพราะคาร์โบไฮเดรตและไตรกลีเซอไรด์ต่างหากเล่า" เขากล่าว
งานของอาห์เรนได้รับการยืนยันจากผลงานของมาร์กาเรต แอลบริงก์ (Margaret Albrink) กับวิสเตอร์ เมกส์ (Wister Meigs) ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยลซึ่งทำงานด้านเวชศาสตร์ป้องกัน พวกเขามีผลงานวิจัยในปี ค.ศ. 1960 โดยพบว่า Ec
Sa
Tu
Lo
L
Sh
Er
Vi
Fi
Ji
Co
L
Ma
Ma
El
Pa
Al
Fi
Bu
Ho
Do
Di
To
Te
El
Ca
Bp
Ji
La
Ca
It
Al
Ma
Al
Tr
Fr
Gi
Fr
Bp
Un
Ja
Si
Na
Pr
Be
Do
Ri
Wi
Wi
Lo
St
Co
El
Fo
Ke
Al
Al
Al
El
Ap
St
To
Il
Em
Bu
No
Si
Do
Di
Si
Ka
Jo
St
Wu
Jo
Ma
Da
Fe
Ip
ในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือดจะมีไตรกลีเซอไรด์สูงมากซะยิ่งกว่าการมีคอเลสเตอรอลสูง กล่าวคือ ในคนสุขภาพปกติวัยหนุ่มมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเพียง 5% ของประชากร เทียบกับคนสุขภาพปกติวัยกลางจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง 38% ของประชากร แต่ในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือดจะมีไตรกลีเซอไรด์สูงถึง 82% ของจำนวนผู้ป่วย
พฤษภาคม 1961 ไม่กี่เดือนหลังจากที่สมาคมโรคหัวใจอเมริกันยกย่องชมเชยสมมติฐานของคีย์ส (เกี่ยวกับผลร้ายของคอเลสเตอรอลและกรด ไขมันอิ่มตัวที่มีต่อโรคหัวใจ) อาห์เรน และ แอล บริงก์ ก็เสนอผลงานของพวกเขาในงานประชุมวิชาการสมาคมแพทย์อเมริกันที่แอตแลนตา ทั้งสองคนรายงานว่า การเพิ่มของระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ขณะเดียวกันอาหารไขมันต่ำ คาร์โบไฮเดรตสูง เป็นตัวการของการเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ (ในทางปฏิบัติก็มีสาเหตุจากการกินแป้ง ขนม ผลไม้นั่นเอง)
รายงานนี้มีน้ำหนักมากขนาดนิตยสารนิวยอร์กไทม์ส (New York Times) ขึ้นปกหน้าหนึ่งระบุว่า "สถาบันร็อกกีเฟลเลอร์ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า ไขมันเป็นปัจจัยก่อโรค" เนื้อหาในเล่มยังได้แสดงข้อมูลของอาห์เรนที่พิสูจน์ว่า "คาร์โบไฮเดรตต่างหาก ไม่ใช่ไขมัน ที่เป็นสารพึงเฝ้าระวังถ้าจะป้องกันอันตรายจากโรคหัวใจหลอดเลือด" ไทม์ยังได้รายงานว่า "การค้นพบดังกล่าวนี้ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดคาดในหมู่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากมายที่ร่วมอยู่ในการประชุมครั้งนั้น"
ที่ผ่านมาอันตรายประการหนึ่งของการด่วนสรุปอย่างง่ายๆ ในประเด็นทางการแพทย์ที่นำเสนอต่อสาธารณะ จนกำหนดให้ลงหลักปักฐานเป็นหลักศิลา บางทีก็ถูกพบว่า ข้อสรุปดังกล่าวไม่น่าจะถูกต้อง อย่างความรู้สุขภาพที่บอกว่าคอเลสเตอรอลเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ก็เป็นการตั้งสมมติฐานอย่างง่ายๆ เพราะมีการสังเกตว่าหลอดเลือดที่แข็งตัวนั้นมีคอเลสเตอรอลเกาะเป็นคราบอยู่
แต่ทุกวันนี้ความจริงมากขึ้นทุกทีที่บ่งชี้ไปในทางที่ว่า : คาร์โบไฮเดรตนั่นแหละคือตัวการ ความอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ ความดัน-เหยื่ออันโอชะของแนวคิดลดไขมัน เพิ่มแป้ง
เมื่อเราพากันงดไขมัน หลีกเลี่ยงแม้กระทั่งเนื้อสัตว์ แล้วบุคคลผู้นิยมบริโภคจะเหลืออะไรให้บริโภค ก็หนีไม่พ้นการกินแป้งข้าว ขนม ของหวาน และผลไม้ในที่สุด กรณีของคุณเฉลิมก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อเขากินจุ แต่คนรอบข้างกลัวเขาอ้วน จึงให้ควบคุมไขมัน ผลก็คือเขายิ่งกินแป้งข้าว ขนมของหวานอย่างเมามัน คาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไปจึงกลายเป็นไตรกลีเซอไรด์ซึ่งจะลำเลียงไปซุกไว้ใต้ผิวหนังทำให้อ้วนนั่นเอง กลับตัวกลับใจเสียใหม่
10 วิธีถนอม "ดวงตา" ให้สวยใส
ยอมรับเถอะว่าเทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในการดำเนินชีวิตไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนก็ตาม อย่างวัยเด็กรัฐก็ผุดแท็บเล็ตออกมาให้ใช้ เด็กโตขึ้นมาหน่อยจนถึงมหาวิทยาลัยก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการพิมพ์งานส่งอาจารย์ หรือแม้กระทั่งวัยทำงานก็ต้องอยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา
นอกจากนี้ เมื่อละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์แล้ว ขณะเดินทางไปไหนมาไหน หรือมีเวลาว่างก็เป็นต้องคว้าอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตขึ้นมาเล่นเกมหรือไม่ก็แชตกันจนบางครั้งก็ลืมไปว่า โลกของเรายังมีอะไรที่ชวนมองที่มากไปกว่าหน้าจอของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
การใช้สายตาไปกับอุปกรณ์เหล่านี้มากๆ ถือว่าเป็นการทำร้ายดวงตาไปเรื่อยๆ หากไม่อยากสายตาฝ้าฟางก่อนวัยหรือเป็นโรคที่เกี่ยวกับตา ก็ควรที่จะหันมาดูแลสุขภาพดวงตากันเสียแต่เนิ่นๆ ซึ่งการดูแลก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก แค่ปฏิบัติได้ตาม 10 วิธีนี้ คุณก็จะมีดวงตาที่สวยใส ช่วยให้มองเห็นโลกนี้ไปได้อีกนาน
1.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา ได้แก่อาหารประเภทผักใบเขียว ซึ่งมีสารจำพวกลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) จะสามารถช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม หรืออาหารประเภทเบอรี่ โดยเฉพาะสีน้ำเงิน-ม่วงเข้ม ซึ่งจะมีสารแอนโทไซยานิน(Anthocyanin) ช่วยป้องกันโรคตาบอดกลางคืนได้
2.ลดอาการตาแห้ง โดยพักสายตาจากการทำงาน ให้กระพริบตาบ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลมเป่า และดื่มน้ำปริมาณมากๆ จะสามารถลดอาการตาบวมได้อีกด้วย
3.พักสายตาทุกๆ ชั่วโมงประมาณ 10-15 นาที หากต้องใช้สายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืออ่านหนังสือติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยวิธีการพักสายตาให้มองออกไปที่ระยะไกล หรือที่ที่มีพื้นที่เป็นสีเขียว เช่นต้นไม้
4.ปรับปริมาณแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์แทบเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ไม่ให้สว่างจนเกินไป
5.สวมแว่นกันแดดทุกครั้งที่ต้องออกกลางแจ้ง Mo
Na
Mi
Mi
Da
Da
Gu
Vi
Cu
Cu
Cu
Ma
Bi
To
Ka
Ly
Mo
Ip
Da
Ly
L
Ta
Tu
Ni
Ja
Ni
Mi
Ka
Ip
Ni
Bo
Bo
Tr
Pa
Pa
Pa
Bo
Ju
Bo
Ma
Di
Mi
Fo
Tr
Zo
Fi
Er
Lo
Ma
Tr
Ra
Ma
Bo
Er
Li
M
M
Ip
Ni
Fo
Al
Wu
Fe
Bo
Sa
To
Di
Cu
Pe
Ra
Ve เพื่อช่วยลดปริมาณแสง และรังสียูวีที่อาจจะเข้าดวงตา อีกทั้งการสวมแว่นกันแดดจะสามารถช่วยป้องกันริ้วรอยรอบดวงตา และโรคต้อกระจกได้ ทั้งนี้แว่นกันแดดที่ส่วมใส่นั้นจะต้องป้องกันรังสียูวีได้ตามมาตราฐาน
6.ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์เกินวันละ 8-12 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดโรคกระจกตาบวม เมื่อกลับมาถึงบ้านควรเปลี่ยนมาใส่แว่นสายตาแทน
7.หลีกเลี่ยงการขยี้ตา โดยตรงหากจำเป็นให้ใช้คอตตอนบัด หรือน้ำสะอาดล้างผ่าน
8.พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนน้อยจะทำให้เส้นเลือดบริเวณตาขาวปรากฎชัดเจน มองแล้วไม่สวยงาม
9.ควรตรวจเช็กสายตา และสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี หรือทุกครั้งที่รู้สึกว่าแว่นสายตาที่ใช้อยู่ไม่ชัดเท่าที่ควร
และ 10.เลือกใช้เลนส์แว่นที่มีคุณภาพ และควรเลือกให้เข้ากับกิจกรรม เลนส์ที่ให้ความคมชัดทุกระยะมีมุมมองที่กว้าง ที่สามารถช่วยในการมองเห็นได้แบบไร้ขีดจำกัด ทำให้รู้สึกสบายตา เคลื่อนไหวไปมาได้อย่างสมดุลไม่เวียนศีรษะ
No comments:
Post a Comment