Tuesday, July 14, 2015

สารพิษตกค้างในอาหาร ถึงเวลาลดนำเข้าสารเคมี?

"วัตถุดิบหรือผลผลิตที่มาจากภาคเกษตรนั้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ พืช ผัก ผลไม้ อาจมีการปนเปื้อนสิ่งเจือปนและสารแปลกปลอม เช่น สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ปกติใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืดในคน แต่มีผู้ลักลอบมาใช้ผสมอาหารให้สุกรเพื่อเพิ่มเนื้อแดงและลดไขมันในเนื้อ"

ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทั้งด้านการแพทย์ สาธารณสุข อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่มีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือสังคมชนบทแทบจะมีวิถีชีวิตไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะอาหารที่นิยมรับประทานล้วนมาจากร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตร และเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะปลอดภัยจากสารเคมีต่างๆ เนื่องจากยังมียอดการนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล...!!

มนตรี บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร สำนักเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีที่เป็นพิษต่างๆ มีมูลค่ามากมายมหาศาลหลายหมื่นล้านบาท โดยสารเคมีที่เป็นพิษได้มีการนำเข้าในปี 2551-2555 เฉลี่ยประมาณ 19,064.6 ล้านบาทต่อปี จำแนกเป็นสารกำจัดวัชพืช (Herbicide) สารกำจัดแมลง (Insecticide) สารป้องกันและกำจัดโรคพืช (Fungicide) และอื่น ๆ ในขณะที่มีการนำเข้าของสารชีวภัณฑ์ที่ปลอดภัยไร้สารพิษมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 22.4 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าปริมาณสารพิษมหาศาลนั้นจะไปสะสมอยู่ที่ไหนถ้าไม่ใช่ร่างกายของเรา

อย่างไรก็ตามวัตถุดิบหรือผลผลิตที่มาจากภาคเกษตรนั้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ พืช ผัก ผลไม้ อาจมีการปนเปื้อนสิ่งเจือปนและสารแปลกปลอม เช่น สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ปกติใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืดในคน แต่มีผู้ลักลอบมาใช้ผสมอาหารให้สุกรเพื่อเพิ่มเนื้อแดงและลดไขมันในเนื้อ เพราะปัจจุบันเกษตรกรต้องการเลี้ยงหมูให้โตเร็ว แต่บรรยากาศหรือสภาพสิ่งแวดล้อมในเล้าหมูมีสิ่งปฏิกูลมากมายทำให้หมูเกิดความเครียด จึงไม่เจริญเติบโต และเมื่อไม่เติบโตเกษตรกรก็ต้องไปซื้อโกรทฮอร์โมน สารเร่งเนื้อแดงที่ต้องการให้หมูโตเร็วในสภาวะความเครียดมากๆ เพื่อให้สมดุลกัน ซึ่งสารเร่งเนื้อแดงจะไปสะสมในเนื้อก่อให้เกิดเม็ดสีที่ผิดปกติ ดังนั้นหมูที่มีเนื้อแดง จัดจ้านไม่ควรรับประทาน จึงควรเลือกรับประทานเนื้อหมูที่เป็นเนื้อสีชมพูอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีธรรมชาติจะปลอดภัยกว่า

ส่วน สารบอแรกซ์ หรือชื่อทางการค้า ทั่วไปเรียกว่า น้ำประสานทอง ผงกรอบ ผงเนื้อนิ่ม สารข้าวตอก และผงกันบูด ซึ่งมีลักษณะไม่มีกลิ่น เป็นผลึกละเอียดหรือผงสีขาวละลายน้ำได้ดี ไม่ละลายในแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์  Lo Re St Ar Ph Br Bu Ch Ma Mi Ja Gi Gi Vi Ec Tu Ko Co Jo Sa He Te Ka Ka Er Re Ta Ji L K Li Al Bp Ta Ca Ph Ka Al Ji Gl Do Al Th Ma Ma Tr Ch Ob Ni Ni Ka Ka Fl Ja Do Ki Ta Ta Be Wi Wi Ca An Lo El Ma Ra St Al To Al Th El Bo No Fr Te Al Al To   มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมและมีคุณสมบัติทำให้เกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับสารประกอบอินทรีย์โพลีไฮดรอกซี (Organic polyhydroxy compound) เกิดเป็นสารหยุ่น กรอบ และเป็นวัตถุกันเสีย มีการลักลอบนำมาผสมลงในอาหารหลายชนิด เช่น เนื้อหมู ปลาบด ลูกชิ้น และผลไม้ดอง เมื่อนำมาผสมกับเนื้อสัตว์จะทำให้กรอบ นุ่ม อร่อย

สำหรับ ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว เนื้อแดดเดียว มีการนำสารมาทาให้เนื้อเป็นสีแดง ซึ่งเรียกว่า ดินประสิว หรือภาษาโบราณเรียก ดินระเบิด เมื่อนำมาทาเนื้อปลาจะทำให้มีสีแดงน่ารับประทาน แต่เป็นสารที่ก่อมะเร็งกับผู้บริโภคได้ หรือแม้กระทั่งพวกขิง ข่า ตะไคร้ ต้องเป็นสีขาวจึงจะน่ารับประทาน ซึ่งผู้บริโภคควรทราบว่าสีข่าธรรมชาติยังไงก็ไม่ใช่สีขาว หากเป็นสีขาวต้องใช้สารฟอกขาว สารฟอร์มาลิน สารกันรา หรือกรดซาลิซิลิค เป็นสารเคมีตัวหนึ่งที่นำเข้ามาใช้เป็นวัตถุกันเสีย กันรา มีการลักลอบใส่ในน้ำผักผลไม้ดอง และสารฟอกขาวหรือสารโซเดียม ไฮโดรซัลไฟต์ เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการฟอกสีของอาหารและยับยั้งการเจริญเติบโตของยีนส์ รา แบคทีเรีย มักจะถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีสีขาว คุณภาพดี

สุดท้ายคือ ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช คือวัตถุมีพิษนำมาใช้เพื่อป้องกัน กำจัดศัตรูพืช ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้บางชนิด แต่ต้องทิ้งระยะให้สารหมดความเป็นพิษก่อนการเก็บเกี่ยว เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับเอนไซม์ในร่างกาย มีผลให้เกิดการขัดขวางการทำหน้าที่ตามปกติของระบบประสาท ทั้งในคนและสัตว์ ซึ่งสารพิษที่สะสมตกค้างมากับอาหารนั้น ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย ทั้งผลเสียทางตรงต่อผู้ที่นำไปฉีดพ่นในแปลง สวน ไร่ นา คือทำให้ปากเบี้ยว มือหงิก อัมพฤกษ์ อัมพาต เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อีกทั้งภัยต่อผู้บริโภคคือทำให้เกิดโรคมะเร็ง เซลล์ผิดปกติ โรคหัวใจ สารพิษสะสมในเลือดและอื่น ๆ อีกมากมาย ฉะนั้นเวลาเรารับประทานอาหารต่าง ๆ เข้าไปจึงมีสารพิษมากมายที่จะเกิดการสะสมในร่างกาย ซึ่งเราไม่ทราบว่าสารเหล่านี้จะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเจ็บป่วย จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ควรจะหยุดการนำเข้าสารพิษต่าง ๆ

หากเอ่ยถึงต้นทางของสารพิษที่อยู่ในอาหารเหล่านี้นั้นแน่นอนว่าถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยรายการ ได้แก่ สารกำจัดโรคและแมลง เช่น อะบาเม็กติน (Abamectin) คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) สารไกลโฟเสท (Glyphosate) เป็นสารกลุ่มยาฆ่าหญ้า และสารแมนโคเสบ (Mancozeb) เป็นสารในกลุ่มยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้จะสะสมอยู่ในพืช ผัก และผลไม้ เช่น สับปะรด กล้วย เงาะ ส้ม โดยเฉพาะคะน้า มากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือกะหล่ำปลี เพราะเกษตรกรต้องใช้ฉีดกำจัดหนอน ถ้าไม่ฉีดหากหนอนมาจะกินจนหมดได้ภายในคืนเดียว จึงต้องใช้ยาชนิดแรงยิ่งแรงหนอนจะยิ่งดื้อ จึงต้องซื้อยาที่แพงและแรงตลอดเวลามาใช้ เมื่อยายิ่งแรงก็สะสมอยู่มากในพืช ผัก และผลไม้ เป็นส่วนที่ผู้บริโภคต้องระวัง ก่อนรับประทานควรนำมาแช่ในด่างทับทิม หรือน้ำเกลือ หรือล้างน้ำสะอาดผ่านหลาย ๆ รอบ

นอกจากนี้สารในเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นหมูเราทราบกันอยู่แล้วว่ามีสารเร่งเนื้อแดง ถ้าเป็นเนื้อปลาจะต้องฉีดสารฟอร์มาลิน (น้ำยาฉีดศพ) เพราะพ่อค้าแม่ค้าไม่อยากให้ปลามีกลิ่นเหม็นเน่าหรือมีสีที่ซีดจางจึงต้องใช้สารนี้รักษาความสดเอาไว้ หรือแม้กระทั่งเครื่องในสัตว์ต่าง ๆ ด้วย ซึ่งทำให้เราเกิดภูมิแพ้หายใจไม่ออก เพราะร่างกายสร้างแอนตี้ปฏิชีวนะต่อสู้กัน นอกจากปลาแล้วยังมีกุ้ง ปู และผักบางชนิดที่ใช้แล้วสามารถอยู่ได้นานเหมือนซอมบี้

ถึงแม้ว่าการนำเข้าสารเคมีจะถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม แต่หากถามว่ามีสารพิษตกค้างหรือไม่ก็ตอบได้ว่ามีตกค้าง เราจึงต้องมีการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริโภครับประทานอาหารปลอดสารพิษ และการที่จะมั่นใจว่าเราบริโภคพืชผักปลอดสารพิษหรือไม่ดูได้จากมาตรฐาน GAP ของภาครัฐ ตัว Q พืชผัก ผลไม้ในโครงการหลวง และการปลูกรับประทานเอง นอกจากนี้ยังมีสารพิษตัวอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ สารที่ทำให้น้ำมีความข้น มีกลิ่นหอมละมุน เช่น น้ำ ผลไม้ ช็อกโกแลต ที่เรารับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกว่ารับประทานน้ำผลไม้เข้มข้น หอมอร่อย


ทุกวันนี้เราจึงต้องคอยระมัดระวังการรับประทานอาหารให้มากถ้าตราบใดที่ยังปล่อยให้มีการนำเข้าวัตถุอันตรายที่เกี่ยวข้องกับระบบการเกษตรของไทยอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเรามีทางเลือกในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ปลอดสารพิษ ได้แก่ เชื้อบีทีปราบหนอน กลุ่มจุลินทรีย์ปราบเชื้อรา กลุ่มจุลินทรีย์เชื้อรา ฯลฯ และหากช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมในทุกภาคส่วนให้หยุดการนำเข้าวัตถุอันตราย ก็ทำให้ลดจำนวนการบริโภคอาหารที่มีสารพิษตกค้างอยู่น้อยลง ซึ่งการรณรงค์เริ่มต้นจากให้เกษตรกรเปลี่ยนความคิดตัวเองด้วยการไม่ใช้สารเคมี และแสดงฝีมือตัวเองจากความยากในการเตรียมดินให้ดี ปรับค่า พีเอชให้เหมาะสม เมื่อดินดีจะละลายแร่ธาตุและสารอาหารที่มีอยู่ในดินของประเทศไทยที่มีความสมบูรณ์อยู่อย่างมหาศาลไม่ต้องซื้อปุ๋ยมาเติม นอกจากนี้น้ำที่เป็นปัจจัยธรรมชาติต้องมีความเหมาะสม ไม่เป็นกรดหรือด่างจนเกินไป ดังนั้นเมื่อดินดีมีอาหารครบ 5 หมู่ การปลูกพืชผักผลไม้ก็ไม่ต้องใช้สารเคมี

สำหรับภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค ถือว่ามีอิทธิพลมากเมื่อพ่อค้าคนกลางมองว่าเป็นลูกค้าก็สามารถควบคุมพ่อค้าคนกลางที่ขายผักในตลาดสดและสะท้อนไปยังผู้ผลิตได้ คือต้องช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้ร้านค้าติดป้ายอาหารปลอดภัยและต้องยอมรับราคาอาหารที่ปลอดภัยมีราคาสูงกว่า 5-10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คนที่อยากขายอาหารที่ปลอดภัยมาสู่เรามีกำลังใจในการนำมาขาย   St Jo Vi Mi Ip La Ma Do Ka Ma Ja Da Da Tr Bo To Cu Cu Cu Mi Cu To Ra Ra Bo Bo Bu Tr Ni J Ni Ro Mi Tu Ch Ch Ni Da Pe L Ip Fo Gu Pa Pa Pa Pa Pa Am Ni Bo Gu Cu Pa Or Ip Pr Do Ti Br Fo Bu Ip Ma Tr Ha Tu Al Fe Am   และคนผลิตก็มีกำลังใจในการผลิต เพราะความยากลำบากในการดูแลพืชผักปลอดสารพิษต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ฉีดพ่นจุลินทรีย์หรือสารสกัดจากพืชถี่กว่าสารเคมี ทำให้เหนื่อยกว่าแต่เมื่อนำมาขายสู่ตลาดราคากลับเท่ากัน ดังนั้นราคาที่แพงกว่า 5-10 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าไม่แพงเกินไปเพื่อการบริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษ

ไม่ใช่แค่ภาคการเกษตรเท่านั้นที่มีความสำคัญต่ออาหารที่เรารับประทานเข้าไปในชีวิตประจำวัน แต่เราทุกคนทุกระดับชั้นสามารถช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้มีการลดจำนวนการนำเข้าสารเคมีที่มีสารพิษตกค้างในอาหารได้ง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

แม่กรนคร่อกๆ ระวังคลอดลูกยาก

สตรีมีครรภ์ควรจะสังเกตตัวเองเอาไว้ หากชักนอนกรนถี่ขึ้นเกินกว่าอาทิตย์ละ 3 วัน มีหวังจะคลอดลูกยาก อาจต้องผ่าท้องคลอด หรือได้ลูกที่น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

คณะแพทย์มหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ ค้นพบว่า มารดาที่นอนกรนถี่อย่างน้อย 3 คืนติดกัน อาจมีผลกระทบถึงสุขภาพสตรีที่มีครรภ์และเด็กในท้อง

สำหรับผู้ที่นอนกรนเป็นประจำ ถ้าเทียบกับผู้ที่นอนไม่กรนแล้ว พบว่าเกือบ 2 ใน 3 มักจะได้ลูกที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กทารกทั่วไป

ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์หลุยส์ โอเบรียน แห่งศูนย์โรคของการนอน คณะโรคประสาทวิทยา กล่าวว่า “เราพบว่ามารดาที่นอนกรนประจำ มักจะคลอดลูกตัวเล็ก และอาจต้องผ่าท้องคลอดกันด้วย”

No comments:

Post a Comment