โรคเบาหวานเป็นภัยเงียบของคนไทยและทั่วโลก ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ เนื่องจากไม่เคยตรวจร่างกาย ดังนั้นเนื่องในวันเบาหวานโลก 14 พ.ย. กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้และการป้องกัน เพื่อให้คนไทยห่างไกลโรคเบาหวาน
นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข บอกว่า จากการสำรวจสุขภาพคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยการตรวจร่างกาย เมื่อปี 2552 ประมาณการว่าคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวานแล้วกว่า 3.5 ล้านคน ในแต่ละปีมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงถึง 47,596 ล้านบาท โดยผู้ป่วยโรคเบาหวาน 1 ใน 3 คนไม่รู้ว่าตนเองเป็น เนื่องจากไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน มีบางส่วนที่เคยได้รับการวินิจฉัยเป็นเบาหวานแต่ไม่ได้รับการรักษา หากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็น อันตราย เช่น ภาวะแทรกซ้อนทางไต ทางตา ที่เท้า ระบบหัวใจและหลอดเลือด กระทรวงจึงมีมาตรการคัดกรองคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปโดยเครือข่ายสถานบริการทั่วประเทศ ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ให้ได้รับความรู้ที่ถูกต้อง ได้รับ คำปรึกษาที่เหมาะสมในการลดปัจจัยเสี่ยง ดูแลตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และค้นหาผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ให้ได้รับการวินิจฉัย และได้รับการดูแลรักษาตามแนวทางที่ เหมาะสม
ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า หลังจากสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ ร่วมกับองค์การอนามัยโลก ประกาศให้วันที่ 14 พ.ย. เป็นวันเบาหวานโลกในปี พ.ศ. 2534 และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกรณรงค์เพื่อแก้ไขปัญหาโรคเบาหวานที่มีในทุกประเทศทั่วโลก พบว่าจำนวนผู้ป่วยเบาหวานยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ พบว่าขณะนี้จำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกมีมากกว่า 371 ล้านคน คาดว่าหากไม่ดำเนินการใด ๆ ในปี พ.ศ.2573 ผู้ป่วยเบาหวานจะเพิ่มขึ้นเป็น 552 ล้านคน โดยร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดเป็นประชากรในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา
สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ มองเห็นถึงภัยเงียบของโรคเบาหวานซึ่งกำลังคุกคามสุขภาพประชาชนไทย เช่นเดียวกับในประเทศอื่น ๆ ได้ร่วมรณรงค์ให้สังคมไทย ตระหนักถึงภัยคุกคามจากโรคเบาหวาน ซึ่งโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถป้องกันได้ St
St
Su
Su
Su
Su
Su
Su
Su
Su
Su
Ta
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Th
Th
Th
Th
Th
Th
Th
Th
Th
Th
Th
Ti
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
To
Tr
Tr
Tu
Tu
Tu
Ur
Ur
Ur
Ur
Us
Va
Va
Va
Va
โดยการสร้างเสริมสุขภาพ อย่าให้น้ำหนักตัวมากเกิน ดำรงชีวิตด้วยหลัก "3 อ. 2 ส." ได้แก่ อ.แรก อาหาร เลือกรับประทานอาหารไม่หวานจัด มันน้อย เค็มน้อย รับประทานปริมาณเหมาะสม มีผักและผลไม้พอเหมาะ อ.2 ออกกำลังกาย ประมาณ 50-60 นาที อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ หรือให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ อ.3 อารมณ์ ไม่ตึงเครียด จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม ทำจิตให้สงบ มีสมาธิ ส.แรก งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงจากสถานที่ที่มีควันบุหรี่ ส.2 งดดื่มสุรา
ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องทำความรู้จักและเข้าใจโรค เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติ ลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ทำให้เกิดความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการใช้ยารักษา ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมไม่ได้ ในระยะยาวจะส่งผลกระทบเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือด ระบบประสาทส่วนปลาย และอวัยวะอื่น ๆ นำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนในอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ตา ไต เส้นประสาทและสมอง หัวใจ หรือเกิดปัญหาที่เท้า รวมทั้งแผลเรื้อรังที่เกิดจากโรคเบาหวาน การเกิดภาวะแทรกซ้อนส่งผลให้เกิดความพิการทางร่างกายกระทบต่อการประกอบอาชีพ
ถ้าเป็นโรคเบาหวานไม่รุนแรงอาจจะไม่มีอาการเลย ส่วนอาการที่พบบ่อย คือ มีอาการปัสสาวะบ่อย คอแห้ง อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ตาบวม เท้าชา มีแผลหายยาก ถ้ามีอาการดังกล่าวแสดงว่าน้ำตาลสูงมาก การคัดกรองและรีบนำผู้ป่วยมารักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วย ป้องกันโรคแทรกซ้อนได้ดีกว่า
รศ.พญ.สุภาวดี ลิขิตมาศกุล ประธานศูนย์เบาหวานศิริราช กล่าวว่า ผู้ป่วยร้อยละ 95 เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเบาหวานชนิดที่ 1 พบได้ร้อยละ 4 ส่วนที่เหลือเป็นโรคเบาหวานจากสาเหตุอื่น ๆ ถ้ามองในมุมผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นคือ เริ่มเป็นเบาหวานที่อายุน้อยกว่า 18 ปี พบว่ามีร้อยละ 2.65 ของผู้เป็นเบาหวานที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาล ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นมากกว่าร้อยละ 80 เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 รองลงมาคือร้อยละ 15-18 เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และร้อยละ 3-5 เป็นเบาหวานชนิดอื่น ๆ ในเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วน เป็นโรคความดันโลหิตสูง แนะนำให้ไปเจาะเลือด
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 พบได้ทุกอายุ แต่มักพบบ่อยและมากในคนอายุน้อยกว่า 25 ปี เป็นเบาหวานที่เกิดจากเซลล์ตับอ่อนหยุดผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเบาหวานเฉียบพลัน มีภาวะเลือดเป็นกรด สารคีโตนคั่ง ควบคู่กับระดับน้ำตาลในเลือดสูง อาการรุนแรง อันตรายกว่า เบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อแรกเริ่มเป็น ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ การรักษาจำเป็นต้องได้รับยาอินซูลินฉีดก่อนอาหารทุกมื้อทุกวัน จึงจะหยุดอาการและเป็นปกติได้ และต้องฉีดตลอดไป ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีวินัยในการดูแลตนเอง การฉีดยาอินซูลินก่อนอาหาร และตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อการปรับยาฉีดให้เหมาะสมในแต่ละวันทุกวัน มีการออกกำลังกายที่เพียงพอและเหมาะสม ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีความรู้เพื่อดูแลตนเอง
พนันออนไลน์ตัวร้ายทำลาย(ปัญญา)เด็ก
ขึ้นชื่อว่า "การพนัน" แล้ว ดูเหมือนว่าจะมีแต่ข้อเสีย แต่ไม่ว่าจะพยายามปราบเท่าใด ก็ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องยากที่จะหมดไป ยิ่งทุกวันนี้โลกไซเบอร์หมุนเร็วจนผู้ใหญ่หลายคนตามไม่ทัน ยิ่งน่าเป็นห่วงอนาคตของชาติ
เหตุนี้เอง มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์จัดเวทีนโยบายสาธารณะเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากการพนัน 2556 "ความท้าทายในการจัดการสำหรับบริบทของสังคมไทย" ขึ้นที่ห้องประชุมคอนเวนชั่น ฮอลล์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ จากศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า จากการสำรวจสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ถึงปัญหาเรื่องการพนันประจำปี 2556 ปรากฏว่ามีนิสิตและนักศึกษาเล่นพนันถึง 29.2% โดยนิยมเล่น ไพ่ บิงโก หวยใต้ดิน สลากกินแบ่ง และพนันฟุตบอล
ที่น่าเป็นห่วงคือ องค์การอนามัยโลกยังเผยว่าพฤติกรรมติดการพนันนี้เป็น "ความผิดปกติทางจิต" และทำลายพัฒนาการสมองของเด็กและเยาวชนได้
นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เลขาธิการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิวงศ์ เผยถึงผลวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการพนันและการทำงานของสมองว่า Va
Va
Va
Va
Va
Va
Ve
Ve
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
W
We
We
Wi
Wi
Wi
Za
Za
Za
Za
Za
Ma
Vi
Ni
Ga
Ga
Ga
Be
Da
Ma
Ga
Co
Re
Me
Bu
Wo
Va
Ga
Ra
Ke
Ra
Fo
Ma
To
Fo
Mi
Br สมองของเด็กและวัยรุ่น หากถูกกระตุ้นด้วยการพนันรูปแบบต่างๆ สมองส่วน straitum ซึ่งเปรียบเสมือนคันเร่งจะถูกใช้งานบ่อย เหมือนฝึกฝนตั้งแต่เด็ก ทำให้สมองส่วนนี้มีความว่องไวในการทำงานมากขึ้น จนอาจทำให้สมองส่วนหน้า (PFC) ซึ่งเปรียบเหมือนสมองส่วนเบรก ไม่สามารถพัฒนาแข่งขันกับสมองส่วนคันเร่งได้ อาจทำให้เด็กหรือ วัยรุ่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดวุฒิภาวะอย่างถาวร ยิ่งลุ้นบ่อย ก็มีโอกาสติดพนันมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งโลกหมุนเร็วเช่นนี้ พ่อแม่ยิ่งต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิด
No comments:
Post a Comment