Tuesday, July 14, 2015

ฝึกพัฒนาจิตให้ประณีต

จิตของคนที่พัฒนาแล้วจะเป็นจิตที่ประเสริฐที่สุด แต่ถ้าไม่ได้พัฒนาจะเป็นจิตที่ต่ำที่สุด จิตที่พัฒนาแล้วก็คือจิตที่ไม่โลภ ไม่โกรธไม่หลง นั่นเอง

จิตของคนถ้ายังไม่ได้รับการฝึกจะเต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ฉะนั้นเราควรจะพาตัวเองมาฝึกจิตฝึกใจอยู่เรื่อยๆถ้าความโลภเกิดขึ้น ก็ต้องฝึกให้ไม่โลภ ถ้าความหลงเกิดขึ้น ก็อย่าวิ่งตามมันไป ถ้าความโกรธเกิดขึ้น ก็ฝึกอดทนอดกลั้นให้ได้ ลองฝึกใจหักหน้ากิเลส ถ้าเราไม่วิ่งตามกิเลสไป กิเลสจะไม่สามารถชักนำเราได้

 แต่ถ้าเรายอมตามกิเลส เราจะตกเป็นทาสของกิเลสมากขึ้น เหมือนเด็ก ถ้าเขาร้องไห้แล้วแม่เอาของเล่นให้ เขาจำไว้อยากได้เมื่อไหร่เขาก็จะร้อง ร้องแล้วได้เมื่อไหร่แม่ก็จะป้อนกิเลสก็เป็นอย่างนั้น ถ้ามันอยากขึ้นมาแล้วเราป้อนให้ปั๊บ กิเลสจะจดจำพฤติกรรมนั้นไว้ แล้วมันจะพาเราทำซ้ำๆ สุดท้ายเราจะกลายเป็นทาสของกิเลส พอเราตกเป็นทาสของกิเลส ทีนี้ใครจะมาปล่อยเราล่ะ เราจะกลายเป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป

ดังนั้น ในชีวิตหนึ่งของเราอยากจะแนะนำให้ทุกคนหมั่นฝึกใจ หมั่นยกใจ หมั่นชำระใจ เมื่อเราฝึกใจให้สูงจนใจนั้นประณีตเป็นใจสว่างใจกว้าง ใจสูง เป็นใจที่เป็นอิสระ เราจะมีชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง เราจะเป็นดั่งดอกบัวที่ลอยพ้นจากโคลนตม มีชีวิตที่คิดดี มีความสุข

พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่า ไม่ว่าบ้าน ป่า ที่ลุ่ม ที่ดอน ท่านที่ไกลกิเลสอยู่ที่ไหน ภูมิภาคนั้นไซร้ย่อมเป็นสถาบันที่รื่นรมย์หมายถึงคนที่ฝึกจิตจนพัฒนาสูงสุดแล้วอยู่ที่ไหนก็ได้ความสุขเราทุกคนก็เหมือนกัน ถ้าเราฝึกจิตให้ดีแล้วสภาพแวดล้อมจะกำหนดจิตของเราให้น้อยลงแต่จิตจะเป็นฝ่ายกำหนดชีวิตของเราเอง

ดังนั้น เมื่อมีโอกาสอยากจะขอแนะนำให้เราท่านทั้งหลายเพียรพัฒนาฝึกชำระใจให้สูง ลดความโลภลง ลดความโกรธลง ลดความตระหนี่ลง ลดความอิจฉาตาร้อนลง ลดกิเลสเหล่านี้ได้เท่าไหร่ จิตของเราจะเป็นอิสระมากขึ้นๆ

เวลาที่ปล่อยยานอวกาศขึ้นสู่ท้องฟ้า จะมีจรวดหลายท่อนซ้อนกันอยู่ พอปล่อยจากฐานจรวดแต่ละท่อน ถังเชื้อเพลิงแต่ละท่อน เมื่อหมดประโยชน์จะถูกทิ้งลงมาทีละท่อนๆ  Fo Re L Al To Be Vi Sk Tu Wi Er Ca Ax To Tu Rh Ra Le Ma Bo Sk To Mi Mi Et Mi Go Vi Au Ma Ga Ga Ga Ga Ga Ga Ga Ga Ga Gi Fo Pe Al Al Dk Ka Bp Ka Ka St Th St Br Hu Mi Mo Ph Co Co Ma An Be Ja Ra Al Pr Jo Mo Te Gi Ar Is Pr Dk Te Te Ni   จนเหลือแต่ชิ้นที่สำคัญที่สุดเข้าไปโคจรในชั้นบรรยากาศไปอยู่ในอวกาศ เราทุกคนก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ควรจะทำตัวเหมือนดังยานอวกาศที่ขึ้นไปแล้วสละส่วนที่ไม่จำเป็นทิ้ง แล้วย้อนกลับมาตรวจดูชีวิตเราว่ามีอะไรที่ไม่จำเป็นบ้างสละทิ้งทีละอย่างๆ จนเหลือเนื้อหาสาระของชีวิตที่แท้จริง ถ้าทำได้เช่นนี้ชีวิตจะเบา ชีวิตเบาๆ นั่นแหละเป็นชีวิตที่มีความสุข

คำว่าเบาในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า เป็นเรื่องของการลดน้ำหนักแต่เป็นเรื่องของใจใจที่รู้เท่าทันสัจธรรมแล้วปล่อยวางเปลือกของชีวิตทิ้ง เหลือแต่ชีวิตล้วนๆ ซึ่งเป็นเรื่องเรียบง่ายธรรมดา เข้าถึงความเรียบง่ายเข้าถึงธรรมดาเราก็จะค้นพบความสุขแท้ สุขแท้คือลักษณะเป็นไท ไม่ใช่สุขที่ไปขึ้นอยู่กับสิ่งต่างๆมากมายภายนอก นี่แหละวิธีฝึกใจ


วิธีฝึกใจที่ง่ายที่สุดก็คือ อยู่ที่ไหนก็ตามพยายามตามดูตามรู้ทุกเรื่องที่คิดทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหวพยายามตามดูตามรู้ ภาษาพระเรียกว่าการเจริญวิปัสสนาในชีวิตประจำวัน เมื่อความโกรธเกิดขึ้นมาอย่าไปโกรธตัวเองที่มันโกรธ แต่ให้สังเกตความโกรธ

เมื่อความหลงเกิดขึ้นมา สังเกตความหลง เมื่อความเครียดเกิดขึ้นมา สังเกตความเครียด เมื่อความหงุดหงิดเกิดขึ้นมากลับไปสังเกตความหงุดหงิดตามสังเกตไปทีละนิด สติจะเป็นเหมือนพลังงานแสงที่ใช้ส่องลงไปในความมืด ทุกๆ ครั้งที่จิตมันกระเพื่อมไหวเพราะทุกข์มากระทบถ้าเราฉายแสงแห่งสติเข้าไป กิเลสมันจะหดตัวเองขึ้นไปหดลงๆ แล้วก็จะดีขึ้นๆ นี่คือ 'วิธีฟอกจิต'

เราทุกคนถ้าหมั่นฟอกจิต หมั่นเอาจิตมาชำระสะสางด้วยคุณธรรมความดีเช่น เรามาสมาทานศีล มาทำวัตรสวดมนต์ มาฟังเทศน์ฟังธรรม มาเจริญจิตภาวนา ทำอย่างนี้แล้วหล่อเลี้ยงไปตามลำดับๆ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ไม่กี่เดือนไม่กี่ปี เราจะมีชีวิตที่เหนือระดับ นั่นคือชีวิตที่มีความสุข เราจะสุขง่ายและทุกข์ยาก อย่าทอดทิ้งการฝึกจิต เพราะจิตที่ฝึกไว้ดีคือสมบัติที่มีค่าที่สุดของเราทุกคน

'การนอนชดเชย' ไม่ช่วย 'ฟื้นฟูสมาธิ'

เป็นความเข้าใจของคนทั่วไปว่า การตรากตรำอดตาหลับขับตานอนในช่วงสัปดาห์ทำงาน สามารถไปนอนชดเชยให้ร่างกายได้ในวันหยุด แต่ในทางการแพทย์มีผลวิจัยชี้ว่า การนอนชดเชยนั้นช่วยฟื้นฟูสภาพได้แค่บางอย่าง แต่สิ่งที่ทดแทนไม่ได้คือสมาธิในการทำงาน

เมื่อคนเราอดนอนหรือร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ต่อให้แค่ไม่กี่คืนก็ตาม อาการที่ตามมานอกจากทำให้ง่วงงุนระหว่างวันที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังมีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น เพิ่มโมเลกุลในเลือดที่เป็นสัญญาณของอาการอักเสบ, ความเครียด และกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดด้วย แต่ความเข้าใจของผู้คนมากมายที่ว่า เมื่ออดนอนในวันทำงาน ก็สามารถไปนอนชดเชยให้เต็มตื่นได้ในช่วงสุดสัปดาห์นั้น จะสามารถชดเชยสิ่งที่บกพร่องไปได้ทั้งหมดหรือไม่

นักวิจัยอเมริกันนำโดยอเล็กซานดรอส วกอนต์ซาส แห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เพนสเตท ในสหรัฐอเมริกา ทำการวิจัยเรื่องดังกล่าวเพื่อดูว่าการนอนหลับเพื่อ "พักฟื้น" ร่างกายอย่างเต็มอิ่มคืนเดียวสามารถลบล้างผลเสียจากการอดนอนระหว่างสัปดาห์ได้หรือไม่

พวกเขาศึกษากับอาสาสมัคร 30 คน โดยจำกัดเวลานอนตลอดสัปดาห์ทำงาน แล้วเพิ่มเวลาให้นอน "พักฟื้น" นานขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ ระหว่างสัปดาห์ก็จะมีการประเมินสุขภาพและสมรรถภาพของร่างกายผ่านบททดสอบด้านต่างๆ ผลที่ได้ก็คือ   To Da Da Am Em Na Ki Ba Sh Ar An An Ip Ip An Al Na To Re Sa Sp Ke Sa Ec He He Al Ka Dk Ec Sp La Mi Mi Me Pr Di Te Iv Lo Bp Ic Na Me Al Ca Jo No Ni Re Ha An La La St Te La Bo La Vi Ca Sh Ka Pl Pl Le Bu Sa To Sh Ka So To  เมื่ออาสาสมัครได้นอนชดเชยเต็มอิ่มหลังจากอดนอนมาทั้งสัปดาห์ ปรากฏว่าความง่วงที่เพิ่มขึ้นในช่วงการอดนอนจะกลับมาสู่ระดับปกติหลังผ่านการนอนพักฟื้น เช่นเดียวกับระดับโมเลกุลในเลือดที่สามารถกลับสู่ระดับปกติได้ ส่วนระดับฮอร์โมนที่เป็นตัวบ่งชี้ความเครียดนั้นไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงที่อดนอน แต่จะต่ำลงหลังการพักฟื้น

อย่างไรก็ตาม ผลการวัดสมรรถภาพของร่างกายเพื่อประเมินความสามารถด้านการกำหนดสมาธิกลับพบว่า อาสาสมัครมีสมาธิลดลงหลังจากอดนอน และไม่ได้มีสมาธิดีขึ้นเลยหลังการนอนชดเชย

สรุปก็คือว่า เมื่อร่างกายเราพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนพักฟื้นร่างกายช่วงสุดสัปดาห์นั้นไม่อาจชดเชยสิ่งที่ร่างกายสูญเสียไปได้ทั้งหมด นอกจากนั้นการอดนอนบ่อยๆ ที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและการอักเสบ ยังจะเป็นอันตรายระยะยาวต่อสุขภาพและทำให้อายุสั้นลงด้วย

No comments:

Post a Comment