พอเริ่มอายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพต่างๆ ก็ตามมาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครใช้ร่างกายอย่างทะนุถนอม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ดี ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่หากใครละเลยแถมยังมีปัจจัยเสี่ยงเป็นของแถมคงต้องหาทางแก้ไขตั้งแต่วันนี้ เพราะบางทีอาจจะยังไม่สายจนเกินไป
เราๆ ท่านๆ คงทราบดีแล้วว่า ปัญหา "มะเร็ง" นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่านวัตกรรมการรักษาจะดีเพียงใด แต่หากเราไม่ดูแลร่างกาย ไม่ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ก็ไม่มีใครสามารถมาการันตีว่าถึงเวลานั้นคุณจะหายขาดได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะแย่ป้องกันดีกว่า
ที่ผ่านมา มะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับหนึ่ง จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ภายในปี 2542-2554 นั้นมีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ไปแล้ว 61,082 คน โดยพบว่า คนไทยนั้นเป็นโรคมะเร็งประมาณ 150 คน ต่อประชากร 1 แสนคน
ขณะที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี 2563 หรือประมาณ 7 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบ 1.5 แสนราย และปี 2573 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 1.7 แสนราย
นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ของจริงที่จะเกิดในอนาคตเชื่อว่าต้องมากกว่านี้แน่ๆ ลองไปดูว่า มะเร็งที่ต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษในช่วงที่เราอายุมากขึ้นนั้นมีอะไรกันบ้าง
1) มะเร็งตับ ปัจจุบันพบว่า มะเร็งชนิดนี้ พบมากอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ไวรัสตับอักเสบ ร้อยละ 75 - 80 โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและซี มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนที่ไม่มีพาหะ 100-400 เท่า รู้แบบนี้ ต้องเลี่ยงสารก่อมะเร็งที่มีพิษต่อตับนั่นคือ สารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิด พบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง เป็นต้น รวมทั้งตรวจว่าเรามีไวรัสตับอักเสบหรือไม่เพื่อจะได้รู้และป้องกันอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ หากเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดลง มีอาการปวดชายโครงด้านขวาต้องไปพบแพทย์
2) มะเร็งปอด พบในเพศชายและเพศหญิงเกือบเท่ากัน แต่เพศชายจะพบมากกว่า ต้องขอเตือนไว้ว่า มะเร็ง ชนิดนี้ตรวจพบในระยะแรกได้ยาก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือสิงห์อมควัน สารพิษจากแอสเบสตอส (แร่ใยหิน) ซึ่งยังใช้อยู่ในอุตสาหกรรมหลายชนิด Wi
Ip
Ke
Ni
Fo
Ch
Sa
L
Pa
Mi
Ve
Pa
Cu
Cu
Am
Am
To
La
Ni
Ji
Am
Br
Pa
Fi
Ma
Oa
Ta
Vi
Vi
Am
Oa
Ch
T
Ni
Ip
Us
Ja
Sh
Ba
Mi
Ip
Tr
Tu
Tu
Br
Tr
La
Al
Sh
Mz
Bo
Mo
Mo
Sk
Al
J
An
Ax
Jo
Ra
Bo
Fr
Vi
Me
Fr
Bo
Tu
Ko
L
Vi
Co
We
Ma
G
Er
Ro
Mi
Fo
Tr
Wo
Re
Me
Ni
Pa
Ge
L
Mo
Fo
L
L
En
Or
Pr
St
Po
Mi
Ol
Bo
Da
Da
Da
Da ซึ่งสารชนิดนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นมะเร็งในระยะเวลาชั่วข้ามคืนแต่จะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด จากสถิติที่สำคัญคนที่สูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่ใยหิน (เช่น ฝ้าเพดาน กระเบื้องมุงหลังคาที่ยังมีแร่ใยหิน ผ้าเบรก คลัตช์ เหมืองแร่ ฯลฯ) จะเสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติ 90 เท่า หากไอ เสมหะมีเลือด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อย่านิ่งนอนใจ
3) มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่พบมากที่สุดในหญิงไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่มีเพศสัมพันธ์กับชายหลายคน มีกิ๊ก มีคู่นอนหลายคน รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ในตอนที่อายุน้อย ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เสี่ยงต่อเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เชื้อ HPV นี้ ยังสามารถเกิดกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน แนวทางสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ อย่าอาย เพราะเมื่อไม่ไปตรวจถ้าเป็นอาจสายเกินแก้
4) มะเร็งเต้านม แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 80-90% หากตรวจพบและทำการรักษาในระยะเริ่มแรก แต่เราก็ยังเห็นผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมากขึ้น เหตุนี้ จึงขอเน้นย้ำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ไปตรวจเต้านม ด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง ป้องกันด้วยการเลี่ยงทานอาหารที่มีไขมันสูง การตรวจเต้านม ด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้งเป็นประจำหลังหมดประจำเดือน ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกายมีภูมิป้องกันมะเร็งทุกชนิด รวมทั้ง ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ถึง 37%
5) มะเร็งลำไส้และทวารหนัก จากอาหารที่ห่างไกลธรรมชาติ วิถีการกินในรูปแบบที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบันโดยเฉพาะไขมันสูง ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้และทวารหนักมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจ คัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จึงมีความจำเป็นโดย ควรเริ่มตั้งแต่อายุ 50 - 75 ปี นอกจากนี้ ผู้ที่บิดา-มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกันมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะขณะที่มีอายุน้อย ผู้ที่มีประวัติมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อาจต้องเริ่มตรวจ คัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 50 ปี วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เชื่อถือได้และวงการแพทย์แนะนำ คือ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood testing) และการส่องกล้องทางทวารหนักและลำไส้ใหญ่ (sigmoidoscopy หรือ colonoscopy)
การหมั่นสังเกตตัวเอง การตรวจคัดกรองก่อนการเกิดโรค รวมทั้งการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เราหายขาดและไม่เสียชีวิตจากโรคนี้ ป้องกัน ดีกว่ารักษาแน่ๆ
เตรียมน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย
ปัญหาเรื่องโรคอ้วนเป็นปัญหาที่พบได้สูงขึ้นในทุกประเทศ โดยรายงานทั่วโลกพบได้เฉลี่ยถึง 1 ใน 5 ของประชากร ซึ่งปัญหาดังกล่าวพบได้ทุกวัย รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่อาจทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาหลังคลอด
เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ส่วนหนึ่งจะมีความเชื่อในการเน้นการบริโภคมากๆ เผื่อลูก เพื่อให้ลูกคลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ ในขณะที่มีการออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางร่างกายลดลง เนื่องจากความกังวลต่อการกระทบกระเทือนลูกในครรภ์ จนเกิดภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน
ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ทั้งชนิดอาหารและสัดส่วนที่พอเหมาะ รวมทั้งการเฝ้าระวังการขึ้นของน้ำหนักตัวในช่วงตั้งครรภ์ จึงเป็นส่วนที่สำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดโรคอ้วนตามมาหลังคลอด
ก่อนที่จะทราบว่าการขึ้นของน้ำหนักตัวที่เหมาะสมในช่วงตั้งครรภ์ ควรเป็นอย่างไร คุณแม่ควรทำความรู้จักกับน้ำหนักตัวที่เหมาะสมก่อน โดยคำนวณจาก ดัชนีมวลกาย ซึ่งหมายถึง
น้ำหนักคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์ หารด้วย (ส่วนสูง คิดเป็นเมตร)2
ดัชนีมวลกาย จะเป็นตัวบ่งบอกภาวะน้ำหนักของคุณแม่ว่าน้อยเกินไป เหมาะสม หรือมีภาวะอ้วน ดังแสดงในตาราง
หลังจากคุณแม่ทราบว่า น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ของตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มใด จึงมาพิจารณาน้ำหนักที่ควรเพิ่มขึ้นในขณะตั้งครรภ์โดยเทียบตามตาราง
หากคุณแม่น้ำหนักขึ้นน้อยหรือมากเกินไปในแต่ละเดือน ควรขอคำแนะนำจากคุณหมอที่ดูแลคุณแม่ เพื่อให้คำแนะนำ ประเมินพฤติกรรมการบริโภค และกิจวัตรประจำวันที่อาจมีผลต่อการเพิ่มของน้ำหนัก รวมทั้งประเมินการเติบโตของทารกในครรภ์ร่วมด้วย
ข้อมูลจากการศึกษาย้อนหลังโดยราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนจาก สสส. ในเรื่องผลของภาวะน้ำหนักขึ้นเกินเกณฑ์มาตรฐานขณะตั้งครรภ์ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีดัชนีมวลกายปกติและสูงกว่าปกติต่อภาวะแทรกซ้อนในมารดาและทารก พบว่า Da
Da
Da
Be
Da
Ju
Al
Me
Zo
Ni
Da
Er
Pa
Is
No
Ti
Co
Cu
Cu
Cu
Da
Li
Da
Zo
Da
Pa
Bp
Ni
Wu
Ju
Da
Mi
Na
Ch
Sa
Ki
Jo
Vi
Co
Fo
Wa
Ic
Li
Do
Br
Sc
Sk
Ko
Ko
Kw
Ap
Ko
Sh
Ni
Sh
Sh
Le
Le
Wi
Co
Ze
Bc
Bc
Bc
Ic
Da
Fr
Do
La
Go
Vo
Be
Sk
Ty
Ma
Me
Fo
Gu
Gu
La
La
La
La
Da
Ra
La
Sk
Ol
Mi
Me
Do
De
Va
Ma
Ma
L
Go
Se ในกลุ่มคุณแม่ที่น้ำหนักขึ้นเกินเกณฑ์มาตรฐานในช่วงตั้งครรภ์ ดังตาราง จะส่งผลทำให้น้ำหนักของทารกแรกคลอดโดยเฉลี่ยสูงกว่า ในกลุ่มคุณแม่ที่น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ นอกจากนี้ยังพบว่า คุณแม่กลุ่มนี้ยังเสี่ยงต่อการใช้เวลาในการคลอดนานขึ้น และมีโอกาสคลอดโดยการผ่าตัดสูงขึ้นด้วย
ดังนั้น คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังวางแผนจะตั้งครรภ์ นอกจากจะเตรียมพร้อมด้านอื่นๆ แล้ว ควรให้ความสนใจในเรื่องของการเตรียมน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์และการขึ้นของน้ำหนักตัวที่เหมาะสมในช่วงตั้งครรภ์ด้วยเพื่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย
No comments:
Post a Comment