Tuesday, July 14, 2015

ถนอมดวงตายุคดิจิตอล

เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ในวันหนึ่งใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต มือถือ ทีวี วันละกี่ชั่วโมง และแต่ละวันได้ดูแลสายตาและถนอมสุขภาพดวงตาบ้างหรือไม่

แม้ว่า "ดวงตา" เป็นอวัยวะที่สำคัญมากและมีอยู่คู่เดียว เมื่อเกิดความเสื่อมแล้วก็ยากจะรักษาให้กลับมาเป็นปกติ แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามและละเลยการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างจริงจัง ทำให้ตัวเลขผู้มีปัญหาทางด้านสายตามีจำนวนสูงมากจนน่าวิตก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยทำงานและต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ พบว่าคนยุคใหม่มักใช้เวลาอยู่หน้าจอเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง

ข้อมูลจาก นพ.วสุ ศุภกรธนสาร อาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา หน่วยต้อหิน คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล ระบุว่า ปัจจุบันจอมอนิเตอร์ต่างๆ เป็นจอแบบแอลซีดี หรือจอแอลอีดี ซึ่งจอเหล่านี้ให้ความสว่างที่มากกว่าแต่ก่อนมาก การใช้หรือจ้องเป็นเวลานานๆ และบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดอาการทางตา เช่น อาการมึนศีรษะ, ปวดเมื่อยตา, กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า และเกิดอาการตาแห้ง อาการเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพดวงตาในระยะยาว

ดังนั้นเราควรดูแลสุขภาพดวงตาตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการ ปรับท่าทางในการใช้งาน ควรก้มศีรษะและคอเล็กน้อย หากเราก้มมากเกินไปและอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานาน ๆ อาจก่อให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณด้านหลัง ก่อให้เกิดอาการปวดคอ  Ju Ik Bi Fo Fo Ja Fo Ro Cu Fo Mi So Sa Sh To Vo Is Br Au Ar Fo Fo Ca La Bp Vi Ar Ha Ma Fe Bp La Al Ch Ha Ne Al Tr Fr Da Jo To Ke Al Ca Vi Zo Ps Ro Da Ke Ke Sp Ke Ke Ke Br Br Be Mi La Ja To Br Co Th He Br Ad Mi G Ni De Er Ka   และอาจปวดร้าวไปตำแหน่งอื่น เช่น ขมับและรอบกระบอกตาได้ ควรปรับความสว่างของหน้าจอ ให้เหมาะสมกับความสว่างภายในห้อง และทำให้มองได้อย่างสบายตา ขนาดของมือถือ หากต้องใช้งานนานควรเลือกเครื่อง ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่

โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัย 40 ปีขึ้นไป หากใช้หน้าจอขนาดเล็กต้องใช้สายตาเพ่งมากขึ้น ชนิดของงานที่ทำ ควรเลือกใช้งานอย่างเหมาะสมตามความจำเป็น เช่น การทำ งานเอกสารต่าง ๆ ควรใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กหรือคอม พิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ หรือดูรายการทีวีก็ควรดูผ่านทีวี ทำให้ได้ภาพที่เหมาะสมกับสายตามากกว่า


ส่วนโทรศัพท์มือถือควรใช้งานแบบชั่วคราว หลีกเลี่ยงการดูหนังหรือเล่นเกมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ แนะนำให้พักสายตาประมาณ 10-15 นาทีเมื่อใช้งานครึ่งชั่วโมง ผู้ที่มีปัญหาด้านสายตา ควรสวมแว่นสายตาหรือใช้อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อให้มีระดับการมองเห็นที่ดีที่สุดเป็นการลดการเพ่งมอง และผู้ที่พบว่าเริ่มมีปัญหาเรื่องการมองเห็นควรพบจักษุแพทย์ทันที

นพ.วสุ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สามารถช่วยบำรุงและถนอมสายตาได้ เช่น อาหารที่มีสารอาหารแอนติออกซิแดนท์ พบมากในผักและผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งจะมีวิตามินเอ ซี อี เบต้าแคโรทีน และไบโอฟลาโวนอยด์ ส่วนเกลือแร่ที่สำคัญสำหรับดวงตาคือสังกะสี ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มากมายหลายชนิดมีสารแอนโธไซยานินสูง ได้แก่ บิลเบอร์รี่, สตรอเบอร์รี่, แครนเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่, แบล็กเคอร์แรนต์, โช้คเบอร์รี่, อาซาอิเบอร์รี่ เป็นต้น นอกจากผลไม้ในกลุ่มเบอร์รี่แล้ว ยังมีผักและผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่ช่วยในการบำรุงสายตาเช่นกัน ได้แก่ แครอท, ผักบุ้ง, ตำลึง, ผักคะน้า, มะละกอ, มะม่วงสุก เป็นต้น

ข้อดีจากรสเผ็ด

รสเผ็ดจากพริกหรือเครื่องเทศที่ใช้ นอกจากจะเสริมให้อร่อยลิ้นแล้ว ถ้ารับประทานรสเผ็ดที่เหมาะสมย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพได้ แต่การกินเผ็ดแบบไม่รู้เหนือรู้เวลาจะนำความเดือดร้อนมาให้ได้ เช่น กินเผ็ดจนเป็นโรคกระเพาะ หรือกินเผ็ดจัดในขณะท้องว่าง ส่วนผู้ที่กินเผ็ดอย่างเข้าใจนั้น นอกจากจะได้เรื่องความอร่อยลิ้นแล้ว ยังได้อานิสงส์จากความเผ็ดในแง่สุขภาพอีกหลายข้อ

พริก ช่วยป้องกันหัวใจ ด้วยวิตามินสำคัญ คือ วิตามินเอ, วิตามินซี, แคลเซียม และธาตุเหล็กมีมากในพริกสดและพริกแห้ง ถ้าห่วงเรื่องการเผ็ดมากให้ไปรับประทานพริกไทยหรือพริกหวานที่ใส่ในสลัดก็ยังได้

รสเผ็ดช่วยขยายหลอดลม มีเคมีที่ช่วยขับเสมหะและเปิดคอให้โล่งขึ้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้ การกินเผ็ดจะช่วยได้ดีมาก หากเป็นเด็กอาจเพียงแค่พริกไทยหรือใช้หัวหอมที่เผ็ดน้อย ทั้งยังช่วยไล่เซลล์มะเร็ง แค่พริกป่นง่ายๆ อย่างนี้ก็ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งผิวหนังกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย เพราะพริกช่วยล้างพิษ (Detox) ให้กับร่างกาย

นอกจากนี้ความเผ็ดของพริกช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานให้ด้วย

ทั้งนี้ จากการศึกษาในอินเดียพบว่า อาสาสมัครที่รับประทานพริกนั้นให้ผลในการลดลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดได้    Ca Th Vi Vi Mi To Da Mi Na So Lo Na Au A Ar Ca Ze Tr Ke Ha Ju No Ju Sa Ka Mi Te St Ox As Ju Mi Mi Bu Dk Ti Gl L Ma Ad Mi Ba An To No L Ke Fr Po Ca No Bp La Fr Bu Da Iv Al Al Co La Sh Al Fr Ba Ol Gi Br Bi He Ke Ke Bo Bo Ar   อีกทั้งปลอดภัยจากสารพิษตกค้างไม่เหมือนกับการกินยาด้วย แล้วยังสามารถลดปวดด้วยกรดเผ็ด ที่เรียกว่า "แคปไซซิน" ในพริก รวมถึงสาร "เคอคิวมิน" ในเครื่องเทศอย่างขมิ้นที่ช่วยลดการอักเสบได้

พริกจึงเหมาะกับผู้มีอาการปวดไปจนถึงแสบร้อนจากการอักเสบตามที่ต่างๆ อาทิ โรคเริม, งูสวัด ไปจนถึงปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำทั้งหลาย

พริกเป็นอาหารคลายเครียดที่แท้จริงเพราะสร้าง "เอ็นโดรฟิน" เป็นเคมีสุขที่ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาหลั่งออกมาภายหลังจากกินเผ็ดไปไม่นาน

No comments:

Post a Comment